ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๙๓] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมกับพระอินทร์ ย่อมบันเทิงใจหนอ ถวายนมัสการพระตถาคต และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี เห็นเทวดาผู้ ใหม่ๆ ผู้มีวรรณะ มียศ ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระสุคตแล้ว มา ณ ที่นี้ เทวดาเหล่านั้นเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงปัญญาอันกว้างขวาง บรรลุ คุณ วิเศษแล้ว ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่น ณ ที่นี้ ด้วยวรรณะ ด้วยยศ และอายุ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมกับพระอินทร์เห็น เช่นนี้ ย่อมชื่นบาน ถวายนมัสการพระตถาคต และความที่ พระธรรมเป็นธรรมดี ฯ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อุฬาโร คือ ไพบูลย์ใหญ่.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๙๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า เพราะเหตุนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสยิ่งกว่าประมาณด้วยกล่าวกันว่า ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ทิพยกายย่อม บริบูรณ์หนอ อสุรกายย่อมเสื่อมไป ครั้งนั้น ท้าว จาตุมหาราชถึงแม้จะมีคำที่เทวดาชั้นดาวดึงส์ คิดกันปรึกษากันถึงความประสงค์ ซึ่ง เป็นเหตุให้นั่งประชุมกัน ณ สุธรรมาสภากล่าวแล้ว ก็มีในข้อ ประสงค์นั้น ท้าว จาตุมหาราช แม้รับคำสั่งกำชับมาแล้ว ก็มีในข้อประสงค์นั้น ยืนอยู่บนอาสนะ ของตนๆ ไม่หลีกไป ฯ ท้าวมหาราชเหล่านั้นผู้รับถ้อยคำ รับคำสั่งแล้ว มีใจผ่องใส สงบระงับ ยืนอยู่บนอาสนะของตนๆ ดังนี้ ฯ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เทวานุภาวํ ความว่า แสงสว่างแห่งผ้า เครื่องประดับ วิมานและสรีระของเทวดาทั้งปวง ย่อมแผ่ไปไกล ๑๒ โยชน์ ส่วนแสงสว่างแห่งสรีระของเทวดาผู้มีบุญมากแผ่ไปไกล ๑๐๐ โยชน์ ก้าวล่วงซึ่งเทวานุภาพนั้น.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๙๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล แสงสว่างอย่างยิ่งเกิดขึ้นใน ทิศอุดร โอภาส ปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลายครั้งนั้น ท้าวสักกะจอม เทพจึงตรัสเรียกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย นิมิตปรากฏ แสงสว่างเกิดมี โอภาสปรากฏ พรหมจักเกิด ฉันใด ข้อที่แสงสว่างเกิดมี โอภาส ปรากฏนี้เป็นบุพพนิมิต เพื่อความเกิดของพรหม ฉันนั้น ฯ นิมิตปรากฏ พรหมจักเกิด ฉันใด ข้อที่โอภาสอันไพบูลย์ มากมายปรากฏนี้ เป็นบุพพนิมิตของพรหม ฉันนั้น ฯ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิมิตฺตํ ความว่า ท่านแสดงว่า แสงอรุณเป็นบุพพังคมะ เป็นบุพนิมิตแห่งพระอาทิตย์อุทัยฉันใด นั่นเป็นบุรพนิมิต แม้แห่งพรหมฉันนั้นเหมือนกัน. สนงฺกุมารกถาวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๙๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นดาวดึงส์นั่งอยู่บน อาสนะของ ตนๆ กล่าวกันว่า เราทั้งหลายจักรู้โอภาสนั้น วิบากใดจักมี เราทั้งหลาย จักทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้น ก่อนแล้วจึงไป แม้ท้าวจาตุมหาราชนั่งอยู่บนอาสนะของ ตนๆ ก็กล่าวกันว่า เราทั้งหลายจักรู้ โอภาสนั้น วิบากใดจักมี เราทั้งหลายจัก ทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้นก่อนแล้วจึงไป เทวดาชั้นดาวดึงส์ ฟังความข้อนี้แล้วนั่งสงบ อารมณ์อยู่ด้วยประสงค์ว่า เราทั้งหลายจักรู้โอภาสนั้น วิบากใดจักมี เราทั้งหลาย จักทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้นก่อนแล้วจึงไป เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏแก่เทวดาชั้น ดาวดึงส์ นิรมิตอัตภาพใหญ่ยิ่ง เพศปรกติของพรหมอันเทวดาเหล่าอื่นไม่พึง ถึง ปรากฏในคลอง จักษุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏแก่ เทวดาชั้นดาวดึงส์ รุ่งเรืองล่วงเทวดา เหล่าอื่น ด้วยวรรณะและยศ ดุจเทวดามีกาย เป็นทองคำ ย่อมรุ่งเรืองล่วงกายของมนุษย์ฉะนั้น เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏ แก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาบางองค์ในบริษัทนั้น ไม่ไหว้ ไม่ ต้อนรับ หรือไม่ เชิญด้วยอาสนะ เทวดาทั้งหมดเทียว นั่งประคองอัญชลีอยู่บนบัลลังก์ บัดนี้ สนังกุมารพรหมจักปรารถนาแก่เทวดาองค์ใด จักนั่งบนบัลลังก์ของเทวดาองค์นั้น สนังกุมาร พรหมนั่งบนบัลลังก์ของเทวดาองค์ใด เทวดาองค์นั้นย่อมได้ความยินดี โสมนัสอย่างยิ่ง ดุจ พระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ครองราชสมบัติใหม่ ย่อมทรงได้ความยินดีโสมนัสอย่างยิ่ง ฉะนั้น เมื่อนั้น สนังกุมารพรหมนิรมิต อัตภาพใหญ่ยิ่ง เป็นเพศกุมารเช่นกับปัญจสิขเทพบุตร ปรากฏแก่เทวดาชั้นดาว ดึงส์ เธอเหาะขึ้นเวหาสนั่งขัดสมาธิในอากาศที่ว่างเปล่า เช่นบุรุษผู้มี กำลังนั่งขัด สมาธิบนบัลลังก์ที่ปูลาดดี หรือบนภูมิภาคราบเรียบฉะนั้น ทราบความเบิกบาน ใจของ เทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ทรงบันเทิงตามด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อนภิสมฺภวนิโย ความว่า ไม่พึงถึง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ความว่า ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ย่อมไม่เห็นพรหมนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า จกฺขุปถสฺมึ ความว่า ในประสาทจักษุ หรือคลองจักษุ. วรรณะนั้น ไม่พึงเห็นหรือไม่พึงถึงในคลองจักษุของเทพทั้งหลาย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า นาภิภวติ ความว่า ได้กล่าวแล้ว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอยู่ เทวดาชั้นต่ำๆ ย่อมอาจเห็นอัตภาพที่สร้างอย่างไพบูลย์ของเทวดาชั้นสูงๆ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เวทปฏิลาภํ ความว่า กลับได้ความยินดี.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อธุนาภิสิตฺโต รชฺเชน ความว่า ทรงอภิเษกด้วยสมบัติ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็อรรถนี้ พึงแสดงเรื่องทุฏฐคามณีอภัย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยนั้นทรงชนะกษัตริย์ทมิฬถึง ๓๒ พระองค์ ทรงถึงอภิเษกในกรุงอนุราธบุรี ด้วยพระหฤทัยโสมนัสยินดี แต่ไม่ได้ความหลับ ตรัสบอกพระภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่นั้นมา หม่อมฉันไม่ได้หลับเลย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระภิกษุสงฆ์ทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ทรงอธิษฐานพระอุโบสถศีลในวันนี้ และพระองค์ทรงอธิษฐานพระอุโบสถศีลแล้ว. พระสงฆ์ไปส่งพระภิกษุผู้บำเพ็ญพระอภิธรรม ๘ รูปว่า ขอให้ท่านสาธยายจิตตยมก. พระภิกษุเหล่านั้นไปแล้วทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงบรรทมหลับ แล้วเริ่มสาธยาย. พระราชาทรงสดับการสาธยายอยู่ก็ทรงก้าวไปสู่ความหลับ. พระเถระทั้งหลายคิดว่า อย่าปลุกพระราชา แล้วหลีกไป ในวันที่สอง พระราชาทรงตื่นขึ้น เมื่อพระอาทิตย์อุทัย เมื่อไม่ทรงเห็นพระเถระ จึงตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าไปไหน. ทรงได้รับคำกราบทูลว่า พระเถระรู้ว่า พระองค์ก้าวสู่ความหลับแล้วไป.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระราชาตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าย่อมรู้ แม้เภสัชคือความหลับ ตราบใด ชื่อว่าเภสัช คือความไม่รู้ของเด็กทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ตราบนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ปญฺจสิโข ความว่า เป็นเช่นกับปัญจสิขคนธรรพ์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า เทวบุตรทั้งหมดได้นิรมิตอัตภาพของเทพบุตรปัญจสิขคนธรรพ์ เพราะฉะนั้น แม้พรหมก็ได้นิรมิตอัตภาพเช่นนั้น ปรากฏแล้วเช่นกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ความว่า นั่งขัดสมาธิ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า วิสฎฺโฐ ความว่า ละเอียดดี คือไม่กระด้าง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า วิญฺเญยฺโย ความว่าให้รู้ประโยชน์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า มญฺชุ คือ อ่อนหวานกลมกล่อม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สวนิโย คือ ควรฟัง ได้แก่เสนาะโสต.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า พินฺทุ ความว่า ก้อนเดียว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อวิสารี ความว่า สละสลวย ไม่แตกพร่า.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า คมฺภีโร ความว่า เกิดลึกตั้งแต่มูลนาภี. ไม่ได้เกิดกระทบเพียงลิ้น ฟัน ริมฝีปากหรือเพดาน. ด้วยว่า เสียงที่เกิดเพียงนี้จะไม่อ่อนหวานและไม่ดังไปไกล.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า นินฺนาที ความว่า กึกก้องเหมือนเสียงคำรามของมหาเมฆ และเสียงตะโพน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง บทหลังๆ ในที่นี้ พึงทราบว่า เป็นประโยชน์ของบทก่อนๆ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ยถาปริสํ ความว่า ให้บริษัทรู้ทั่วถึงกัน. เสียงแห่งพรหมนั้น ย่อมดังภายในบริษัทเท่านั้น ย่อมไม่ดังออกไปภายนอก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เย หิ เกจิ เป็นต้น บ่งบอก เพื่อแสดงการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่ชนมาก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สรณํ คตา ความว่า ท่านไม่กล่าวถึงผู้ถึงสรณตามมีตามเกิด แต่กล่าวหมายถึงสรณที่ถือไม่ผิด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า คนฺธพฺพกายํ ปริปูเรติ ความว่า เพิ่มคณะแห่งคันธัพเทพให้บริบูรณ์. ท่านกล่าวว่า เทวโลก ๖ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่พระศาสดาของพวกเราได้อุบัติในโลกแล้ว เกิดไม่มีระหว่าง เหมือนทะนานที่ทุบแป้งบริบูรณ์ และเหมือนป่าศรป่าอ้อ จึงชื่อว่า มาริสา. อิทฺธิปาทวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ยาว สุปญฺญตฺตาปิ เม เตน ภควตา ความว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นศาสดาของเราทรงบัญญัติดีแล้ว คือตรัสดีแล้ว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในบทว่า อิทฺธิปาทา นั่น พึงทราบว่าอิทธิด้วยอรรถว่าสำเร็จ พึงทราบว่าบาทด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๐๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. ชนวสภสูตร”