ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๓๕๘] ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล้ว ได้ทูลถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ อิสสาและมัจฉริยะ มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมี อะไร จึงมีอิสสาและมัจฉริยะ เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มีอิสสาและมัจฉริยะ”

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๓๕๘] นิทานาทีนิ วุตฺตตฺถาเนว. ปิยาปฺปิยนิทานนฺติ ปิยสตฺตสงฺขารนิทานํ มจฺฉริยํ, อปฺปิยสตฺตสงฺขารนิทานา อิสฺสา. อุภยํ วา อุภยนิทานํ. ปพฺพชิตสฺส หิ สทฺธึวิหาริกาทโย, คหฏฺฐสฺส ปุตฺตาทโย หตฺถิอสฺสาทโย วา สตฺตา ปิยา โหนฺติ เกฬายิตา มมายิตา, มุหุตฺตํปิ เต อปสฺสนฺโต อธิวาเสตุํ น สกฺโกติ. โส อญฺญํ ตาทิสํ ปิยสตฺตํ ลภนฺตํ ทิสฺวา อิสฺสํ กโรติ. "อิมินา อมฺหากํ กิญฺจิ กมฺมํ อตฺถิ, มุหุตฺตํ ตาวกาลิกํ ๑- เทถา"ติ ตเมว อญฺเญหิ ยาจิโต "น ๒- สกฺกา ทาตุํ, กิลมิสฺสติ วา อุกฺกณฺฐิสฺสติ วา"ติ อาทีนิ วตฺวา มจฺฉริยํ กโรติ. เอวํ ตาว อุภยํปิ ปิยสตฺตนิทานํ โหติ. ภิกฺขุสฺส ปน ปตฺตจีวราทิปริกฺขารชาตํ, ๓- คหฏฺฐสฺส วา อลงฺการาทิอุปกรณํ ปิยํ โหติ มนาปํ, โส อญฺญสฺส ตาทิสํ อุปฺปชฺชมานํ ทิสฺวา "อโห วตสฺส เอวรูปํ น ภเวยฺยา"ติ อิสฺสํ กโรติ, ยาจิโต จาปิ "มยมฺเปตํ มมายนฺตา น ปริภุญฺชาม, น สกฺกา ทาตุนฺ"ติ มจฺฉริยํ กโรติ. เอวํ อุภยํปิ ปิยสงฺขารนิทานํ โหติ. อปฺปิเยปิ ปน เต วุตฺตปฺปกาเร สตฺเต จ สงฺขาเร จ ลภิตฺวา สเจปิสฺส เต อมนาปา โหนฺติ, ตถาปิ กิเลสานํ วิปริตวุตฺติตาย "ฐเปตฺวา มํ โภ อญฺโญ เอวรูปสฺส ลาภี"ติ อิสฺสํ วา กโรติ, ยาจิโต ตาวกาลิกํปิ อททมาโน มจฺฉริยํ วา กโรติ. เอวํ อุภยํปิ อปฺปิยสตฺตสงฺขารนิทานํ โหติ.

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “จอมเทพ อิสสาและมัจฉริยะ มีอารมณ์อันเป็น ที่รักและไม่เป็นที่รักเป็นต้นเหตุ มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักเป็นเหตุเกิด มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักเป็นกำเนิด มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่ รักเป็นแดนเกิด เมื่อมีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก จึงมีอิสสาและมัจฉริยะ เมื่อไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก จึงไม่มีอิสสาและมัจฉริยะ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท้าวเธอทูลถามว่า “อารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมีอะไรจึงมีอารมณ์ อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีอะไรจึงไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักมีฉันทะ ๑- เป็นต้นเหตุ มีฉันทะเป็นเหตุเกิด มีฉันทะเป็นกำเนิด มีฉันทะเป็นแดนเกิด เมื่อมี ฉันทะจึงมีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีฉันทะจึงไม่มีอารมณ์อันเป็นที่ รักและไม่เป็นที่รัก”

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๗๓๑

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”