ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๐๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้กล่าวเนื้อความนี้แล้ว เรียกเทวดา ชั้นดาวดึงส์มากล่าวว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สติปัฏฐาน ๔ นี้ อันพระผู้มีพระภาค ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติดีแล้วเพื่อบรรลุกุศล สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ฯ ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณากายในกาย เป็นภายใน มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชญาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุพิจารณากายใน กายเป็นภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตไว้โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบ ในกายานุปัสสนานั้น เธอตั้งจิตไว้ โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบในกายานุปัสสนานั้น แล้ว ยังญาณทัสสนะให้เกิดในกายอื่นในภายนอก ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาใน เวทนาเป็นภายใน มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัส ในโลกอยู่ เมื่อภิกษุพิจารณาเวทนาในเวทนาเป็นภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตไว้โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบ เวทนานุปัสสนานั้น เธอตั้งจิตไว้โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบใน เวทนานุปัสสนา นั้นแล้ว ยังญาณทัสสนะให้เกิดในเวทนาอื่นในภายนอก ภิกษุ พิจารณาจิตในจิตเป็นภายใน มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุพิจารณาจิตใน จิตเป็นภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตไว้โดย ชอบ ย่อมผ่องใสโดยชอบในจิตตานุปัสสนานั้น เธอตั้งจิตไว้ โดยชอบ ผ่องใส โดยชอบในจิตตานุปัสสนานั้นแล้ว ยังญาณทัสสนะให้เกิดในจิตอื่นในภาย นอก ภิกษุพิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายใน มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุพิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตไว้โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบในธัมมานุปัสสนานั้น เธอตั้งจิตไว้โดยชอบ ผ่องใสโดยชอบในธัมมานุปัสสนา นั้นแล้ว ยังญาณทัสสนะให้เกิดในธรรมอื่น ในภายนอก ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ นี้แล อันพระผู้มีพระภาค ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติ แล้วเพื่อบรรลุกุศล ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๐๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้กล่าวเนื้อความนี้แล้ว เรียกเทวดาชั้น ดาวดึงส์มากล่าวว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการนี้ อันพระผู้มีพระภาค ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติดีแล้วเพื่อ ความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสัมมาสมาธิ บริขารแห่ง สมาธิ ๗ ประการ เป็นไฉน คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความที่จิตตั้งมั่น แวดล้อม ด้วยองค์ ๗ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะมีอุปนิสัย ดังนี้บ้าง มี บริขารดังนี้บ้าง ฯ ดูกรท่านผู้เจริญ สัมมาสังกัปปะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาทิฐิ สัมมา วาจา ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาวาจา สัมมา อาชีวะ ย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมากัมมันตะ สัมมา วายามะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มี สัมมาอาชีวะ สัมมาสติย่อมเพียงพอแก่บุคคล ผู้มีสัมมาวายามะ สัมมาสมาธิย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มี สัมมาสติ สัมมาญาณะย่อม เพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุตติย่อมเพียงพอแก่บุคคล ผู้มีสัมมา ญาณะ ฯ ดูกรท่านผู้เจริญ ก็บุคคลเมื่อกล่าวถึงข้อนั้นโดยชอบ พึงกล่าวว่าพระธรรม อันพระผู้มี พระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก ให้มาดู ควรน้อม เข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฉะนั้น ประตูพระนิพพาน เปิดเพื่อท่านแล้ว บุคคลเมื่อ กล่าวโดยชอบกะบุคคลผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อย่างแน่นแฟ้นในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงกล่าวว่า ก็พระธรรม อันพระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย กาล ควรเรียกให้มาดู ควร น้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฉะนั้น ประตูพระ นิพพานเปิดเพื่อ ท่านแล้ว ฯ ดูกรท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อย่างแน่นแฟ้น ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า ชอบใจ ชนเหล่านี้เป็น โอปปาติกะ อันพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำแล้วในธรรม ชาวมคธผู้บำเรอเกินสองล้านสี่แสนคน ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะ ตรัสรู้ในเบื้องหน้า ข้าพเจ้ากลัวการพูดเท็จ จึงไม่อาจคำนวณได้ ว่าในชนเหล่านี้มี พระสกทาคามีเท่าไร และหมู่สัตว์นอกนี้บังเกิดด้วยส่วนบุญ ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม., อิ. เกนจิ น ทิสฺสติ ๔ ฉ.ม., อิ. ภชาเปตฺวา สติ. โลเกติ ๑- ปเทน ปริคฺคหิตกายาทโยว จตฺตาโร เจเต สติปฏฺฐานา โลกิยโลกุตฺตรมิสฺสกา กถิตาติ เวทิตพฺพา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สตฺตสมาธิปริกฺขารวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๒๙๐] สมาธิปริกฺขาราติ เอตฺถ ตโย ปริกฺขารา. "รโถ สีลปริกฺขาโร ๒- ฌานกฺโข จกฺกวีริโย"ติ ๓- หิ เอตฺถ อลงฺกาโร ปริกฺขาโร นาม. "สตฺตหิ นครปริกฺขาเรหิ สุปริกฺขิตฺตํ ๔- โหตี"ติ ๕- เอตฺถ ปริวาโร ปริกฺขาโร นาม. "คิลานปจจยชีวิตปริกฺขาโร"ติ ๖- เอตฺถ สมฺภาโร ปริกฺขาโร นาม. อิธ ปน ปริวารปริกฺขารวเสน "สตฺต สมาธิปริกฺขารา"ติ วุตฺตํ. ปริกฺขตาติ ปริวาริกา. ๗- อยํ วุจฺจติ โภ อริโย สมฺมาสมาธีติ อยํ สตฺตหิ รตเนหิ ปริวุโต จกฺกวตฺตี วิย สตฺตหิ องฺเคหิ ปริวุโต "อริโย สมฺมาสมาธี"ติ วุจฺจติ. สอุปนิโส อิติปีติ สอุปนิสฺสโย อิติปิ วุจฺจติ, สปริวาโรเยวาติ วุตฺตํ โหติ. สมฺมาทิฏฺฐิสฺสาติ สมฺมาทิฏฺฐิยํ ฐิตสฺส. สมฺมาสงฺกปฺโป ปโหตีติ สมฺมาสงฺกปฺโป ปวตฺตติ. เอส นโย สพฺพปเทสุ. อยํ ปนตฺโถ มคฺควเสนปิ ผลวเสนปิ เวทิตพฺโพ. กถํ? มคฺคสมฺมาทิฏฺฐิยํ ฐิตสฺส มคฺคสมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ ฯเปฯ มคฺคญาเณ ฐิตสฺส มคฺควิมุตฺติ ปโหติ. ตถา ผลสมฺมาทิฏฺฐิยํ ฐิตสฺส ผลสมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ ฯเปฯ ผลสมฺมาญาเณ ฐิตสฺส ผลวิมุตฺติ ปโหตีติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สฺวากฺขาโตติ อาทีนิ วิสุทฺธิมคฺเค วณฺณิตานิ. อปารุตาติ วิวฏา. อมตสฺสาติ นิพฺพานสฺส. ทฺวาราติ ปเวสนมคฺคา. อเวจฺจปฺปสาเทนาติ อจลปฺปสาเทน. ธมฺเม วินีตาติ ธมฺมนิยาเมน ๘- นิยตา. ๘- อถายํ อิตรา ปชาติ อนาคามิโน สนฺธายาห, อนาคามิโน จ อตฺถีติ วุตฺตํ โหติ. ปุญฺญภาคาติ ปุญฺญโกฏฺฐาเสน นิพฺพตฺตา. โอตฺตปฺปนฺติ ๙- โอตฺตปฺปมาโน. ๙- เตน กทาจิ นาม มุสา อสฺสาติ มุสาวาทภเยน สงฺขาตุํ น สกฺโกมิ, น ปน มม สงฺขาตุํ พลํ นตฺถีติ ทีเปติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๐๕

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. ชนวสภสูตร”