ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๖๐] ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มี พระภาค ในปัญหา พยากรณ์ข้อนี้ ดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาค ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ สมณพราหมณ์ทั้งหมด มีวาทะเป็นอย่างเดียว กัน มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน มีฉันทะ เป็นอย่างเดียวกัน มีความปรารถนาเป็น อย่างเดียวกัน หรือหนอ ฯ ดูกรจอมเทพ สมณพราหมณ์ทั้งหมด มีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน มีศีล เป็นอย่างเดียว กัน มีฉันทะเป็นอย่างเดียวกัน มีความปรารถนาเป็นอย่างเดียวกัน หามิได้ ฯ ก็เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึงไม่มีวาทะเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีศีลเป็น อย่างเดียวกัน ไม่มีฉันทะเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีความปรารถนาเป็น อย่างเดียวกัน ฯ โลกมีธาตุเป็นอันมาก มีธาตุต่างกัน ในโลกที่มีธาตุเป็นอันมาก มีธาตุ ต่างกันนั้น สัตว์ทั้งหลายยึดธาตุใดๆ อยู่ ย่อมยึดมั่นธาตุนั้นๆ ด้วยเรี่ยวแรงและ ความยึดถือ กล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ ทั้งหมด จึงไม่มีวาทะเป็นอย่าง เดียวกัน ไม่มีศีลเป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีฉันทะ เป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีความปรารถนาเป็น อย่างเดียวกัน ... ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม. นํ อจฺฉราย คหิตกํ ชงฺฆสหสฺเสน สทฺธึ ปริภุญฺเชยฺยามาติ ทานํ ทตฺวา ปูชํ กตฺวา จ ปตฺถยนฺติ. อิติ จ เนสํ โหตีติ เอวญฺจ เนสํ อยํ ปตฺถนา โหติ. อถ จ ปนาติ เอวํ ปตฺถนาย สติปิ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๖๑] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์ทั้งหมดมีความสำเร็จ ล่วงส่วน มี ความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน หรือหนอ ฯ ดูกรจอมเทพ สมณพราหมณ์ทั้งหมด มีความสำเร็จล่วงส่วน มีความ เกษมจากโยคะ ล่วงส่วน มีพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน หามิได้ ฯ ก็เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึงไม่มีความสำเร็จล่วงส่วน ไม่มีความเกษม จากโยคะล่วงส่วน ไม่มีพรหมจรรย์ล่วงส่วน ไม่มีที่สุดล่วงส่วน ฯ ภิกษุเหล่าใดน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ภิกษุเหล่านั้น มีความสำเร็จล่วง ส่วน มีความเกษมจากโยคะล่วงส่วน มีพรหมจรรย์ล่วงส่วน มีที่สุด ล่วงส่วน เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึงไม่มีความสำเร็จล่วงส่วน ไม่มี ความเกษมจากโยคะล่วงส่วน ไม่มี พรหมจรรย์ล่วงส่วน ไม่มีที่สุดล่วงส่วน ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อิสฺสามจฺฉริยสญฺโญชนาติ ปรสมฺปตฺติขียนลกฺขณา อิสฺสา, อตฺตสมฺปตฺติยา ปเรหิ สาธารณภาวอสหนลกฺขณํ มจฺฉริยํ จ, อิสฺสามจฺฉริยํ สญฺโญชนํ เอเตสนฺติ อิสฺสามจฺฉริยสญฺโญชนา. อยเมตฺถ สงฺเขโป, วิตฺถาเรน ปน อิสฺสามจฺฉริยานิ อภิธมฺเม วุตฺตาเนว.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๖๒] ท้าวสักกะ จอมเทพ ทรงชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของ พระผู้มี พระภาค ใน ปัญหาพยากรณ์ข้อนี้ ดังนี้แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ตัณหาเป็น ดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ย่อมฉุดคร่าบุรุษนี้ไป เพื่อบังเกิดในภพนั้นๆ เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ย่อมถึงอาการขึ้นๆ ลงๆ ปัญหา เหล่าใด ที่ข้าพระองค์ไม่ได้แม้ซึ่งการกระทำโอกาสใน สมณพราหมณ์เหล่าอื่นนอก พระธรรมวินัยนี้ ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเห็นกาลไกล โปรด พยากรณ์แก่ข้าพระองค์แล้ว และลูกศรคือความสงสัยเคลือบแคลงของข้าพระองค์ พระผู้มี พระภาคทรงถอนขึ้นแล้ว ฯ ดูกรจอมเทพ พระองค์ยังทรงจำได้หรือว่า เคยตรัสถามปัญหาเหล่านี้กะ สมณพราหมณ์ เหล่าอื่น ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ว่า เคยถามปัญหาเหล่านี้กะ สมณพราหมณ์ เหล่าอื่น ฯ ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร ถ้าพระองค์ไม่หนักพระทัย ขอให้ตรัสบอก เถิด ฯ ข้าพระองค์ไม่มีความหนักใจ ในสถานที่พระองค์ และท่านที่เป็นอย่าง พระองค์ประทับ นั่งอยู่แล้ว ฯ ถ้าเช่นนั้น จงตรัสบอกเถิด ฯ ข้าพระองค์เข้าใจสมณพราหมณ์เหล่าใดว่า เป็นสมณพราหมณ์ผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะ อันสงัดแล้ว ข้าพระองค์เข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถามปัญหา เหล่านี้ ท่านเหล่านั้นถูกข้า พระองค์ถามปัญหาแล้ว ย่อมไม่สบายใจ เมื่อไม่สบาย ใจ กลับย้อนถามข้าพระองค์ว่า ท่านชื่อไร ข้าพระองค์ถูกท่านเหล่านั้นถามแล้ว จึงตอบว่า ข้าพเจ้าคือท้าวสักกะจอมเทพ ท่านเหล่านั้นยัง สอบถามข้าพระองค์ ต่อไปว่า ท่านกระทำกรรมอะไรจึงลุถึงฐานะอันนี้ ข้าพระองค์จึงได้แสดงธรรม ตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เรียนมา แก่ท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นดีใจด้วยเหตุเพียง เท่านี้ว่า พวก เราได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวเธอได้ตอบปัญหาที่พวกเรา ได้ถามแล้วเป็นของแน่นอน ท่านเหล่านั้นกลับเป็นผู้รับฟังข้าพระองค์ แต่ ข้าพระองค์หาได้เป็นผู้รับฟังท่านเหล่านั้นไม่ ก็ข้า พระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ชั้นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะ ตรัสรู้ใน เบื้องหน้า ฯ พระองค์ยังทรงจำได้หรือ ถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ ก่อนแต่นี้ ฯ ข้าพระองค์ยังจำได้ถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็น ปานนี้ ก่อน แต่นี้ ฯ พระองค์ยังทรงจำได้ถึงการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็น ปานนี้ ก่อน แต่นี้ อย่างไรเล่า ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อาวาสมจฺฉริเยน ปเนตฺถ ยกฺโข วา เปโต วา หุตฺวา ตสฺเสว อาวาสสฺส สงฺการํ สีเสน อุกฺขิปิตฺวา วิจริ. ๑- กุลมจฺฉริเยน ตสฺมึ กุเล อญฺเญสํ ทานาทีนิ กโรนฺเต ทิสฺวา "ภินฺนํ วติทํ กุลํ มมา"ติ จินฺตยโต โลหิตํปิ มุขโต อุคฺคจฺฉติ, กุจฺฉิวิเรจนํปิ โหติ, อนฺตานิปิ ขณฺฑาขณฺฑานิ หุตฺวา นิกฺขมนฺติ. ลาภมจฺฉริเยน สํฆสฺส วา คณสฺส วา สนฺตเก ลาเภ มจฺฉรายิตฺวา ปุคฺคลิกปริโภคํ ๒- วิย ปริภุญฺชิตฺวา ยกฺโข วา เปโต วา มหาอชคโร วา หุตฺวา นิพฺพพตฺติ. ๓- สรีรวณฺณคุณวณฺณมจฺฉริเยน ปน ปริยตฺติธมฺมมจฺฉริเยน จ อตฺตโนว วณฺณํ วณฺเณติ น ปเรสํ วณฺณํ, "กึวณฺโณ เอโส"ติ ตํ ตํ โทสํ วทนฺโต ปริยตฺติญฺจ กสฺสจิ กิญฺจิ อเทนฺโต ทุพฺพณฺโณ เจว เอฬมูโค จ โหตีติ. ๔-

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อปิจ อาวาสมจฺฉริเยน โลหเคเห ปจฺจติ. กุลมจฺฉริเยน อปฺปลาโภ โหติ. ลาภมจฺฉริเยน คูถนิรเย นิพฺพตฺตติ. วณฺณมจฺฉริเยน ภเว นิพฺพตฺตสฺส วณฺโณ นาม น โหติ. ธมฺมมจฺฉริเยน กุกฺกุฬนิรเย นิพฺพตฺตติ. อิทํ ปน อิสฺสามจฺฉริยสญฺโญชนํ โสตาปตฺติมคฺเคน ปหียติ. ยาว ตํ น ปหียติ, ตาว เทวมนุสฺสา อเวรตาทีนิ ปตฺถยนฺตาปิ เวราทีหิ น ปริมุจฺจนฺติเยว.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติณฺณา เมตฺถ กงฺขาติ เอตสฺมึ ปเญฺห มยา ตุมฺหากํ วจนํ สุตฺวา กงฺขา ติณฺณาติ วทติ, น มคฺควเสน ติณฺณกงฺขตํ ทีเปติ. วิคตา กถํกถาติ อิทํ กถํ อิทํ กถนฺติ อยํปิ กถํกถา วิคตา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม., อิ. นิพฺพตฺตติ เอวมุปริปิ ๔ ฉ.ม., อิ. โหติ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๓๕๘] นิทานาทีนิ วุตฺตตฺถาเนว. ปิยาปฺปิยนิทานนฺติ ปิยสตฺตสงฺขารนิทานํ มจฺฉริยํ, อปฺปิยสตฺตสงฺขารนิทานา อิสฺสา. อุภยํ วา อุภยนิทานํ. ปพฺพชิตสฺส หิ สทฺธึวิหาริกาทโย, คหฏฺฐสฺส ปุตฺตาทโย หตฺถิอสฺสาทโย วา สตฺตา ปิยา โหนฺติ เกฬายิตา มมายิตา, มุหุตฺตํปิ เต อปสฺสนฺโต อธิวาเสตุํ น สกฺโกติ. โส อญฺญํ ตาทิสํ ปิยสตฺตํ ลภนฺตํ ทิสฺวา อิสฺสํ กโรติ. "อิมินา อมฺหากํ กิญฺจิ กมฺมํ อตฺถิ, มุหุตฺตํ ตาวกาลิกํ ๑- เทถา"ติ ตเมว อญฺเญหิ ยาจิโต "น ๒- สกฺกา ทาตุํ, กิลมิสฺสติ วา อุกฺกณฺฐิสฺสติ วา"ติ อาทีนิ วตฺวา มจฺฉริยํ กโรติ. เอวํ ตาว อุภยํปิ ปิยสตฺตนิทานํ โหติ. ภิกฺขุสฺส ปน ปตฺตจีวราทิปริกฺขารชาตํ, ๓- คหฏฺฐสฺส วา อลงฺการาทิอุปกรณํ ปิยํ โหติ มนาปํ, โส อญฺญสฺส ตาทิสํ อุปฺปชฺชมานํ ทิสฺวา "อโห วตสฺส เอวรูปํ น ภเวยฺยา"ติ อิสฺสํ กโรติ, ยาจิโต จาปิ "มยมฺเปตํ มมายนฺตา น ปริภุญฺชาม, น สกฺกา ทาตุนฺ"ติ มจฺฉริยํ กโรติ. เอวํ อุภยํปิ ปิยสงฺขารนิทานํ โหติ. อปฺปิเยปิ ปน เต วุตฺตปฺปกาเร สตฺเต จ สงฺขาเร จ ลภิตฺวา สเจปิสฺส เต อมนาปา โหนฺติ, ตถาปิ กิเลสานํ วิปริตวุตฺติตาย "ฐเปตฺวา มํ โภ อญฺโญ เอวรูปสฺส ลาภี"ติ อิสฺสํ วา กโรติ, ยาจิโต ตาวกาลิกํปิ อททมาโน มจฺฉริยํ วา กโรติ. เอวํ อุภยํปิ อปฺปิยสตฺตสงฺขารนิทานํ โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ฉนฺทนิทานนฺติ เอตฺถ ปริเยสนฉนฺโท, ปฏิลาภฉนฺโท, ปริโภคฉนฺโท, สนฺนิธิฉนฺโท, วิสชฺชนฉนฺโทติ ปญฺจวิโธ ฉนฺโท.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กตโม ปริเยสนฉนฺโท? อิเธกจฺโจ อติตฺโต ฉนฺทชาโต รูปํ ปริเยสติ, สทฺทํ, คนฺธํ, รสํ, โผฏฺฐพฺพํ ปริเยสติ, ธนํ ปริเยสติ. อยํ ปริเยสนฉนฺโท. กตโม ปฏิลาภฉนฺโท? อิเธกจฺโจ อติตฺโต ฉนฺทชาโต รูปํ ปฏิลภติ, สทฺทํ, คนฺธํ, รสํ, โผฏฺฐพฺพํ ปฏิลภติ, ธนํ ปฏิลภติ. อยํ ปฏิลาภฉนฺโท. กตโม ปริโภคฉนฺโท? อิเธกจฺโจ อติตฺโต ฉนฺทชาโต รูปํ ปริภุญฺชติ, สทฺทํ, คนฺธํ, รสํ, โผฏฺฐพฺพํ ปริภุญฺชติ, ธนํ ปริภุญฺชติ. อยํ ปริโภคฉนฺโท. กตโม สนฺนิธิฉนฺโท? อิเธกจฺโจ อติตฺโต ฉนฺทชาโต ธนสนฺนิจยํ กโรติ "อาปทาสุ ภวิสฺสตี"ติ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

วิตกฺกนิทาโนติ เอตฺถ "ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย"ติ ๑- เอวํ วุตฺโต วินิจฺฉยวิตกฺโก วิตกฺโก นาม. วินิจฺฉโยติ เทฺว วินิจฺฉยา ตณฺหาวินิจฺฉโย จ, ทิฏฺฐิวินิจฺฉโย จ. อฏฺฐสตตณฺหาวิปริตํ ตณฺหาวินิจฺฉโย นาม. ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิโย ทิฏฺฐิวินิจฺฉโย นามาติ เอวํ วุตฺตตณฺหาวินิจฺฉยวเสน หิ อิฏฺฐานิฏฺฐปิยาปิย- ววตฺถานํ น โหติ. ตเทว หิ เอกจฺจสฺส อิฏฺฐํ โหติ, เอกจฺจสฺส อนิฏฺฐํ ปจฺจนฺตราชมชฺฌิมเทสราชูนํ คณฺฑุปฺปาทมิคมํสาทีสุ วิย. ตสฺมึ ปน ตณฺหาวินิจฺฉเยน วินิจฺฉิเต ปฏิลทฺธวตฺถุสฺมึ "เอตฺตกํ รูปสฺส ภวิสฺสติ, เอตฺตกํ สทฺทสฺส, เอตฺตกํ คนฺธสฺส, เอตฺตกํ รสสฺส, เอตฺตกํ โผฏฺฐพฺพสฺส ภวิสฺสติ, เอตฺตกํ มยฺหํ ภวิสฺสติ เอตฺตกํ ปรสฺส ภวิสฺสติ, เอตฺตกํ นิทหิสฺสามิ, เอตฺตกํ ปรสฺส ทสฺสามี"ติ ววตฺถานํ วิตกฺกวินิจฺฉเยน โหติ เตนาห "ฉนฺโท โข เทวานมินฺท วิตกฺกนิทาโน"ติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิทาโนติ ตโย ปปญฺจา ตณฺหาปปญฺโจ, มานปปญฺโจ, ทิฏฺฐิปปญฺโจติ. ตตฺถ อฏฺฐสตตณฺหาวิปริตํ ตณฺหาปปญฺโจ นาม. นววิโธ มาโน มานปปญฺโจ นาม. ทฺวาสฺฏฺฐิทิฏฺฐิโย ทิฏฺฐิปปญฺโจ นาม. เตสุ อิธ ตณฺหาปปญฺโจ อธิปฺเปโต. เกนฏฺเฐน ปปญฺโจติ? มตฺตปมตฺตาการปาปนฏฺเฐน ปปญฺโจ. ตํสมฺปยุตฺตา สญฺญา ปปญฺจสญฺญา. สงฺขา วุจฺจติ โกฏฺฐาโส "สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา"ติ ๒- อาสีสุ วิย. อิติ ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิทาโนติ ปปญฺจสญฺญาโกฏฺฐาสนิทาโน วิตกฺโกติ อตฺโถ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินินฺติ เอติสฺสา ปปญฺจสญฺญาสงฺขาย โย นิโรโธ วูปสโม, ตสฺส สารุปฺปญฺเจว ตตฺถ คามินึ จาติ สห วิปสฺสนาย มคฺคํ ปุจฺฉติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เวทนากมฺมฏฺฐานวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๓๕๙] อถสฺส ภควา โสมนสฺสํ จาหนฺติ ๑- ติสฺโส เวทนา อารภิ. กึ ปน ภควตา ปุจฺฉิตํ กถิตํ, อปุจฺฉิตํ, สานุสนฺธิกํ, อนนุสนฺธิกนฺติ. ปุจฺฉิตเมว กถิตํ, โน อปุจฺฉิตํ, สานุสนฺธิกเมว, โน อนนุสนฺธิกํ. เทวตานํ หิ รูปโต อรูปํ ปากฏฺตรํ, อรูเปปิ เวทนา ปากฏฺตรา. กสฺมา? เทวตานํ หิ กรชกายํ สุขุมํ, กมฺมชํ พลวํ, กรชกายสฺส สุขุมตฺตา, กมฺมชสฺส พลวตฺตา เอกาหารํปิ อติกฺกมิตฺวา น ติฏฺฐนฺติ, อุณฺหปาสาเณ ฐปิตสปฺปิปิณฺโฑ ๒- วิย วิลียนฺตีติ สพฺพํ พฺรหฺมชาเล วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํ. ตสฺมา ภควา สกฺกสฺส ติสฺโส เวทนา อารภิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ทุวิธํ หิ กมฺมฏฺฐานํ รูปกมฺมฏฺฐานํ, อรูปกมฺมฏฺฐานํ จ. รูปปริคฺคโห, อรูปปริคฺคโหติปิ เอตเทว วุจฺจติ. ตตฺถ ภควา ยสฺส รูปํ ปากฏํ, ตสฺส สงฺเขปมนสิการวเสน วา วิตฺถารมนสิการวเสน วา จตุธาตุววตฺถานํ วิตฺถาเรนฺโต รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถติ. ยสฺส อรูปํ ปากฏํ, ตสฺส อรูปกมฺมฏฺฐานํ กเถติ. กเถนฺโต จ ตสฺส วตฺถุภูตํ รูปกมฺมฏฺฐานํ ทสฺเสตฺวาว กเถติ. เทวานํ ปน อรูปกมฺมฏฺฐานํ ปากฏนฺติ อรูปกมฺมฏฺฐานวเสน เวทนา อารภิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติวิโธ หิ อรูปกมฺมฏฺฐาเน อภินิเวโส ผสฺสวเสน, เวทนาวเสน, จิตฺตวเสนาติ. กถํ? เอกจฺจสฺส หิ สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา ปริคฺคหิเต รูปกมฺมฏฺฐาเน ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต ตํ อารมฺมณํ ผุสนฺโต อุปฺปชฺชมาโน ผสฺโส ปากโฏ โหติ, เอกจฺจสฺส ตํ อารมฺมณํ อนุภวนฺตี อุปฺปชฺชมานา เวทนา ปากฏา โหติ, เอกจฺจสฺส ตํ อารมฺมณํ ปริคฺคเหตฺวา ตํ วิชานนฺตํ อุปฺปชฺชมานํ วิญฺญาณํ ปากฏํ โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตตฺถ ยสฺส ผสฺโส ปากโฏ โหติ, โสปิ น เกวลํ ผสฺโสว อุปฺปชฺชติ, เตน สทฺธึ ตเทวารมฺมณํ อนุภวมานา เวทนาปิ อุปฺปชฺชติ, สญฺชานมานา สญฺญาปิ, เจตยมานา เจตนาปิ, วิชานมานํ วิญฺญาณํปิ อุปฺปชฺชตีติ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โส "อิเม ผสฺสปญฺจมกา ธมฺมา กึนิสฺสิตา"ติ อุปธาเรนฺโต "วตฺถุนิสฺสิตา"ติ ปชานาติ. วตฺถุ นาม กรชกาโย, ยํ สนฺธาย วุตฺตํ "อิทํ จ ปน เม วิญฺญาณํ เอตฺถ นิสฺสิตํ ๑- เอตฺถ ปฏิพทฺธนฺ"ติ. โส อตฺถโต ภูตานิ เจว อุปาทารูปานิ จ. เอวเมตฺถ วตฺถุ รูปํ, ผสฺสปญฺจมกา นามนฺติ นามรูปมตฺตเมว ปสฺสติ. รูปํ เจตฺถ รูปกฺขนฺโธ, นามํ จตฺตาโร อรูปิโน ขนฺธาติ ปญฺจกฺขนฺธมตฺตํ โหติ. นามรูปวินิมุตฺตา หิ ปญฺจกฺขนฺธา, ปญฺจกฺขนฺธวินิมุตฺตํ วา นามรูปํ นตฺถิ. โส "อิเม ปญฺจกฺขนฺธา กึ เหตุกา"ติ อุปปริกฺขนฺโต "อวิชฺชาทิเหตุกา"ติ ปสฺสติ. ตโต "ปจฺจเย ๒- เจว ปจฺจยุปฺปนฺนญฺจ ตโต ปรํ ๓- อญฺโญ สตฺโต วา ปุคฺคโล นตฺถิ, สุทฺธสงฺขารปุญฺชมตฺตเมวา"ติ สปจฺจยนามรูปวเสน ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสนาปฏิปาฏิยา "อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา"ติ สมฺมสนฺโต วิจรติ, โส อชฺช อชฺชาติ ปฏิเวธํ อากงฺขมาโน ตถารูเป ทิวเส อุตุสปฺปายํ, ปุคฺคลสปฺปายํ, โภชนสปฺปายํ, ธมฺมสฺสวนสปฺปายํ วา ลภิตฺวา เอกปลฺลงฺเกน นิสินฺโนว วิปสฺสนํ มตฺถกํ ปาเปตฺวา อรหตฺเต ปติฏฺฐาติ. เอวํ อิเมสํ ติณฺณํปิ ชนานํ ยาว อรหตฺตา กมฺมฏฺฐานํ กถิตํ โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อิธ ปน ภควา อรูปกมฺมฏฺฐานํ กเถนฺโต เวทนาสีเสน กเถสิ. ผสฺสวเสน วา ๔- วิญฺญาณวเสน วา กถิยมานํ เอตสฺส น ปากฏํ โหติ, อนฺธการํ วิย ขายติ. เวทนาวเสน ปน ปากฏํ โหติ. กสฺมา? เวทนานํ อุปฺปตฺติยา ปากฏตฺตา. ๕- สุขทุกฺขเวทนานํ หิ อุปฺปตฺติ ปากฏา. ยทา สุขํ อุปฺปชฺชติ, ตทา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๔ ฉ.ม. หิ ๕ ฉ.ม., อิ. ปากฏตฺตาย สกลสรีรํ โขเภนฺตํ มทฺทนฺตํ ผรมานํ อภิสนฺทยมานํ สตโธตสปฺปึ ขาทาปยนฺตํ วิย, สตปากเตลํ มกฺขยมานํ วิย, ฆฏสหสฺเสน ปริฬาหํ นิพฺพาปยมานํ วิย "อโห สุขํ, อโห สุขนฺ"ติ วาจํ นิจฺฉารยมานเมว อุปฺปชฺชติ. ยทา ทุกฺขํ อุปฺปชฺชติ. ตทา สกลสรีรํ โขเภนฺตํ มทฺทนฺตํ ผรมานํ อภิสนฺทยมานํ ตตฺตกปาลํ ๑- ปเวสนฺตํ วิย, วิลีนตมฺพโลเหน อาสิญฺจนตํ วิย, สุกฺขติณวนปฺปติมฺหิ อรญฺเญ ทารุอุกฺกา กลาปํ ขิปมานํ วิย "อโห ทุกฺขํ, อโห ทุกฺขนฺ"ติ วิปฺปลาปยมานเมว อุปฺปชฺชติ. อิติ สุขทุกฺขเวทนานํ อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อทุกฺขมสุขา ปน ทุทฺทีปนา อนฺธกาเรน วิย อภิภูตา. ๒- สา สุขทุกฺขานํ อปคเม สาตาสาตปฏิปกฺขวเสน ๓- มชฺเตฺตาการภูตา อทุกฺขมสุขา เวทนาติ นยโต คณฺหนฺตสฺส ปากฏา โหติ. ยถา กึ? ยถา อนฺตรา ปิฏฺฐิปาสาณํ อารูหิตฺวา ปลาตสฺส มิคสฺส อนุปทํ คจฺฉนฺโต มิคลุทฺธโก ปิฏฺฐิปาสาณสฺส โอรภาเคปิ ปรภาเคปิ ปทํ ทิสฺวา มชฺเฌ อปสฺสนฺโตปิ "อิโต อารุโฬฺห, อิโต โอรุโฬฺห, มชฺเฌ ปิฏฺฐิปาสาเณ อิมินา ปเทเสน ตโต ภวิสฺสตี"ติ นยโต ชานาติ, เอวํ. อารุฬฺหฏฺฐาเน ปทํ วิย หิ สุขเวทนาย อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติ, โอรุฬฺหฏฺฐาเน ปทํ วิย ทุกฺขเวทนาย อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติ, อิโต อารุยฺห, อิโต โอรุยฺห, มชฺเฌ เอวํ คโตติ นยโต คหณํ วิย สุขทุกฺขานํ อปคเม สาตาสาตปฏิปกฺขวเสน มชฺฌตฺตาการภูตา อทุกฺขมสุขา เวทนาติ นยโต คณฺหนฺตสฺส ปากฏา โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เอวํ ภควา ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติ. น เกวลญฺจ อิเธว เอวํ ทสฺเสติ, มหาสติปฏฺฐาเน, มชฺฌิมนิกายมฺหิ สติปฏฺฐาเน, จูฬตณฺหาสงฺขเย, มหาตณฺหาสงฺขเย, จูฬเวทลฺลสุตฺเต, มหาเวทลฺลสุตฺเต, รฏฺฐปาลสุตฺเต, มาคนฺทิยสุตฺเต, ธาตุวิภงฺเค, อเนญฺชสปฺปาเย ๔- สกเล เวทนาสํยุตฺเตติ เอวํ อเนเกสุ สุตฺเตสุ ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติ. ยถา จ เตสุ, เอวํ อิมสฺมึปิ สกฺกปเญฺห ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติ. รูปกมฺมฏฺฐานํ ปเนตฺถ เวทนาย อารมฺมณมตฺตํเยว สงฺขิตฺตํ, ตสฺมา ปาลิยํ น อารุฬฺหํ ภวิสฺสติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๓๔

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”