ภาษาไทย ฉบับหลวง
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ในเวลาเย็น เสด็จออกจากที่เร้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย มาว่า ภิกษุ ทั้งหลาย วันนี้เราไปเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความรำพึงในใจว่า ใน พระนครพันธุมดีราชธานี มีภิกษุ สงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากประมาณหกล้าน แปดแสนรูป ถ้ากระไรเราพึงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจง เที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็น อันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพดาและ มนุษย์ ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงาม ในเบื้องต้น งามในท่าม กลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้ง อรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง ในโลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลส เพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ พวกนั้นจึงเสื่อมเสีย ไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี แต่ว่า โดยหกปีๆ ล่วงไปพวกเธอพึงกลับมายัง พระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์ ภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล ท้าว มหาพรหมองค์หนึ่ง ได้ทราบความรำพึงในใจของเราด้วยใจ แล้วจึงได้หายตัวที่ พรหมโลก มาปรากฏเฉพาะหน้าเรา เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลังเหยียดออกซึ่ง แขนที่คู้เข้าไว้ หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้ ฉะนั้นภิกษุทั้งหลาย ที่นั้น ท้าว มหาพรหมนั้น กระทำผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมอัญชลีมาทาง เราแล้ว พูดกะเราว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่าง นั้น บัดนี้ในพระนครพันธุมดีราชธานี มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากประมาณ หกล้านแปดแสน รูป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุญาตภิกษุ ทั้งหลายเถิดว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็น อันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกัน สองรูป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญแม้ข้าพระองค์ก็จัก กระทำโดยที่จะให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังพระนคร พันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงพระปาติโมกข์โดย หกปีๆ ล่วงไป ภิกษุทั้งหลาย ท้าว มหาพรหมนั้นพูดกะเรา ดังนี้แล้วไหว้เรา กระทำประทักษิณ แล้วหายไปในที่นั้นเอง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไป ทางเดียวกันสองรูป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้ง อรรถ พร้อมทั้ง พยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีใน จักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมสัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึง ธรรมได้ยังจักมี แม้เราก็จักกระทำ โดยที่ให้พระนครพันธุมดีเป็นสถานที่อันเธอ ทั้งหลายพึงกลับมาแสดงพระ ปาติโมกข์โดยหกปีๆ ล่วงไป ดังนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายได้เที่ยวจาริกไปในชนบท โดยวันเดียว เท่านั้นโดยมาก ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๘๑] อลตฺถุนฺติ ปุพฺเพ วุตฺตนเยเนว เอหิภิกฺขุภาเวเนว อลตฺถุํ. อิโต อนฺนตเร ปพฺพชิตวาเรปิ เอเสว นโย.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จาริกานุชานนวณฺณนา
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๘๖] ปริวิตกฺโก อุทปาทีติ กทา อุทปาทีติ? สมฺโพธิโต สตฺตสํวจฺฉรานิ สตฺตมาเส สตฺตทิวเส ๒- อติกฺกมิตฺวา อุทปาทิ. ภควา กิร ปิตุ สงฺคหํ กโรนฺโต วิหาสิ. ราชาปิ จินฺเตสิ "มยฺหํ เชฏฺฐปุตฺโต นิกฺขมิตฺวา พุทฺโธ ชาโต, ทุติยปุตฺโต เม นิกฺขมิตฺวา อคฺคสาวโก ชาโต, ปุโรหิตปุตฺโต ทุติยสาวโก ๓- อิเม จ อวเสสา ภิกฺขู คิหิกาเลปิ มยฺหํ ปุตฺตเมว ปริวาเรตฺวา วิจรึสุ. อิเม ปุพฺเพ ๔- อิทานิปิ มยฺหํเยว ภารา, ๕- อหเมว เต ๖- จตูหิ ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐหิสฺสามิ, อญฺเญสํ โอกาสํ น ทสฺสามี"ติ วิหารทฺวารโกฏฺฐกโต ปฏฺฐาย ยาว ราชเคหทฺวารา อุภยโต ขทิรปาการํ กาเรตฺวา กิลญฺเชหิ ฉาทาเปตฺวา วตฺเถหิ ปฏิจฺฉาทาเปตฺวา อุปริ จ ฉาทาเปตฺวา สุวณฺณตารกวิจิตฺตํ สโมสริต- ตาลกฺขนฺธมตฺตวิวิธปุปฺผทามวิตานํ ๗- กาเรตฺวา เหฏฺฐา ภูมิยํ จิตฺตตฺถเรหิ ๘-
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๒ อิ. สตฺต จ ทิวเส. ๓ ฉ.ม. ทุติยอคฺคสาวโก. ๔ ฉ.ม. อิเม สพฺเพ ๕ ฉ.ม. ภาโร.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๖ ฉ.ม. อหเมว จ เน. ๗ ฉ.ม. สโมลมฺพิต.... ๘ ฉ.ม. จิตฺตตฺถรเณหิ,
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@ อิ. ภูมึ วิจิตฺรตฺถรเนหิ อตฺถราเปตฺวา ๑- อนฺโต อุโภสุ ปสฺเสสุ มาลาวจฺฉเก ๒- ปุณฺณฆเฏ, สกลมคฺควาสตฺถาย จ คนฺธนฺตเร ปุปฺผานิ, ปุปฺผนฺตเร คนฺเธ จ ฐปาเปตฺวา ภควโต กาลํ อาโรจาเปสิ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภควา ภิกฺขุสํฆปริวุโต อนฺโตสาณิยาว ราเคหํ คนฺตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา วิหารํ ปจฺจาคจฺฉติ. อญฺโญ โกจิ ทฏฺฐุมฺปิ น ลภติ, กุโต ปน ภิกฺขํ วา ทาตุํ, ปูชํ วา กาตุํ, ธมฺมํ วา โสตุํ. นาครา จินฺเตสุํ "อชฺช สตฺถุโน โลเก อุปฺปนฺนสฺส สตฺตมาสาธิกานิ สตฺตสํวจฺฉรานิ, มยญฺจ ๓- ทฏฺฐุมฺปิ น ลภาม, ปเคว ภิกฺขํ วา ทาตุํ, ปูชํ วา กาตุํ, ธมฺมํ วา โสตุํ, ราชา `มยฺหํเยว พุทฺโธ, มยฺหํเยว ธมฺโม, มยฺหํเยว สํโฆ'ติ มมายิตฺวา สยเมว อุปฏฺฐหติ, ๔- สตฺถา จ อุปฺปชฺชมาโน สเทวกสฺส โลกสฺส อตฺถาย หิตาย อุปฺปนฺโน. น หิ รญฺโญว นิรโย อุโณฺห อสฺส, อญฺเญสํ นีลุปฺปลวรสทิโส. ตสฺมา ราชานํ วทาม. สเจ โน สตฺถารํ เทติ, อิจฺเจตํ กุสลํ. โน เจ เทติ, รญฺญา สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวาปิ สํฆํ คเหตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรม. น สกฺกา โข ปน สุทฺธนาคเรเหว ๕- เอวํ กาตุํ, เอกํ เชฏฺฐกํ ปุริสํปิ คณฺหามา"ติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
เต เสนาปตึ อุปสงฺกมิตฺวา ตสฺเสว ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา "สามิ กึ อมฺหากํ ปกฺโข โหติ, ๖- อุทาหุ รญฺโญ"ติ อาหํสุ. โส "อหํ ตุมฺหากํ ปกฺโข โหมิ, อปิจ โข ปน ปฐมทิวโส มยฺหํ ทาตพฺโพ ปจฺฉา ตุมฺหากํ วาโร"ติ. เต สมฺปฏิจฺฉึสุ. โส ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา "นาครา เทว ตุมฺหากํ กุปิตา"ติ อาห. กิมตฺถํ ตาตาติ. สตฺถารํ กิร ตุเมฺหว อุปฏฺฐหถ, อเมฺห น ลภามาติ สเจ อิทานิปิ ลภนฺติ, น กุปฺปนฺติ, อลภนฺตา ตุเมฺหหิ สทฺธึ ยุชฺฌิตุกามา เทวาติ. ยุชฺฌามิ ตาต, น ภิกฺขุสํฆํ เทมีติ. เทว ตุมฺหากํ ทาสา ตุเมฺหหิ สทฺธึ ยุชฺฌามาติ วทนฺติ, ตุเมฺห กํ คณฺหิตฺวา ยุชฺฌิสฺสถาติ. นนุ ตฺวํ เสนาปตีติ. นาคเรหิ วินา น สมตฺโถ อหํ เทวาติ. ตโต ราชา "พลวนฺโต นาครา เสนาปติปิ เตสญฺเญว ปกฺโข"ติ ญตฺวา "อญฺญานิปิ สตฺตมาสาธิกานิ