ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิด การตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิด การพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความ ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วย ประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความ ข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การ วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการ ป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการ ถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด ขึ้นแห่งอกุศล ธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การ กล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพ ไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ ป้องกัน ก็คือ ความตระหนี่นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภาพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความ ตระหนี่จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตระหนี่ ก็คือ ความยึดถือนั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือ จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ยึดถือ ก็คือ การพะวงนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะ อาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความ รักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง ก็คือความรัก ใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว อธิบายดังต่อไป นี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ อาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจ เสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่ พึงใจ ก็คือ ความตกลงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ อาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก แห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตกลงใจ ก็คือ ลาภนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา ได้กล่าวไว้ว่า เพราะ อาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ ก็คือ การแสวงหา นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ อาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไป ทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ แสวงหาก็คือตัณหา นั่นเอง ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม.,อิ. ปจฺโจกิณฺโณ ๔ ฉ.ม.,อิ. ฐาเน ๕ ฉ.ม.,อิ. กรหจีติ น ทิสฺสติ ตสฺมา เต เทเว วรํ ททมาเน เตมาสํ ปทุมุตฺตรํ ภควนฺตํ อุปฏฺฐาตุํ วรํ คณฺหถา"ติ. โส "ตุเมฺห มยฺหํ กลฺยาณมิตฺตา, น มเมตํ จิตฺตํ อตฺถิ, ตุเมฺหหิ ปน อุปฺปาทิตํ, เอวํ กริสฺสามี"ติ คนฺตฺวา ปิตรํ วนฺทิตฺวา ปิตรา ๑- อาลิงฺคิตฺวา ๒- ตสฺส มตฺถเก จุมฺพิตฺวา "วรํ เต ปุตฺต เทมี"ติ วุตฺโต ๓- "สาธุ มหาราช, อิจฺฉามหํ มหาราช ภควนฺตํ เตมาสํ จตูหิ ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐหนฺโต ชีวิตํ อวญฺฌํ ๔- กาตุํ, อิมํ เม วรํ เทหี"ติ อาห. "น สกฺกา ตาต, อญฺเญ วเร เทมีติ. "เทว ขตฺติยานํ นาม เทฺว กถา นตฺถิ เอตํ เม เทหิ, น มมญฺเญน อตฺโถ"ติ. ตาต พุทฺธานํ นาม จิตฺตํ ทุชฺชานํ, สเจ ภควา น อิจฺฉิสฺสติ, มยา ทินฺโนปิ กึ ภวิสฺสตีติ. โส "สาธุ เทว อหํ ภควโต จิตฺตํ ชานิสฺสามีติ วิหารํ คโต.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เตน จ สมเยน ภตฺตกิจฺจํ นิฏฺฐเปตฺวา ภควา คนฺธกุฏึ ปวิฏฺโฐ โหติ. โส มณฺฑลมาเล สนฺนิสินฺนานํ ภิกฺขูนํ สนฺติกํ อคมาสิ. เต ตํ อาหํสุ "ราชปุตฺต กสฺมา อาคโตสี"ติ. ภควนฺตํ ทสฺสนาย, ทสฺเสถ เม ภควนฺตนฺติ. น มยํ ราชปุตฺต อิจฺฉิติจฺฉิตกฺขเณ สตฺถารํ ทฏฺฐุํ ลภามาติ. โก ปน ภนฺเต ลภตีติ. สุมนตฺเถโร นาม ราชปุตฺตาติ. โส "กุหึ ภนฺเต เถโร"ติ เถรสฺส นิสินฺนฏฺฐานํ ปุจฺฉิตฺวา คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา "อิจฺฉามหํ ภนฺเต ภควนฺตํ ปสฺสิตุํ, ทสฺเสถ เม"ติ อาห. เถโร "เอหิ ราชปุตฺตา"ติ ตํ คเหตฺวา ตํ คนฺธกุฏิปริเวเณ ฐเปตฺวา คนฺธกุฏึ อภิรุหิ. อถ นํ ภควา "สุมน กสฺมา อาคโตสี"ติ อาห. ราชปุตฺโต "ภนฺเต ภควนฺตํ ทสฺสนาย อาคโต"ติ. "เตนหิ ภิกฺขุ อาสนํ ปญฺญาเปหี"ติ. เถโร อาสนํ ปญฺญาเปสิ, นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน. ราชปุตฺโต ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ อกาสิ. กทา อาคโตสิ ราชปุตฺตาติ. ภนฺเต ตุเมฺหสุ คนฺธกุฏึ ปวิฏฺเฐสุ. ภิกฺขู ปน "น มยํ อิจฺฉิติจฺฉิตกฺขเณ ภควนฺตํ ทฏฺฐุํ ลภามา"ติ มํ เถรสฺส สนฺติกํ ปาเหสุํ. เถโร ปน เอกวจเนเนว ทสฺเสสิ. เถโร ภนฺเต ตุมฺหากํ สาสเน วลฺลโภ มญฺเญติ. อาม

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม. วุตฺเต ๔ ม. อวชฺฌํ. ราชกุมาร, วลฺลโภ เอส ภิกฺขุ มยฺหํ สาสเนติ. ภนฺเต พุทฺธานํ สาสเน กึ กตฺวา วลฺลภา โหนฺตีติ. ๑- ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ราชกุมาราติ. ๒- ภควา อหํ เถโร วิย พุทฺธสาสเน วลฺลโภ โหตุกาโม, เตเมาสํ เม วสฺสาวาสํ อธิวาเสถาติ. ภควา "อตฺถิ นุ โข ตตฺถ คเตน อตฺโถ"ติ โอโลเกตฺวา ๓- อตฺถีติ ทิสฺวา "สุญฺญาคาเร โข ราชกุมาร ตถาคตา อภิรมนฺตี"ติ อาห. กุมาโร "อญฺญาตํ ภควา อญฺญาตํ สุคตา"ติ วตฺวา "อหํ ภนฺเต ปุริมตรํ คนฺตฺวา วิหารํ กาเรมิ, มยา เปสิเต ภิกฺขุสตสหสฺเสน สทฺธึ อาคจฺฉถา"ติ ปฏิญฺญํ คเหคฺวา ปิตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา "ทินฺนา เม เทว ภควตา ปฏิญฺญา, มยา ปหิเต ภควนฺตํ เปเสยฺยาถา"ติ ปิตรํ วนฺทิตฺวา นิกฺขมิตฺวา โยชเน โยชเน วิหารํ กาเรตฺวา ๔- วีสติโยชนสตํ อทฺธานํ คนฺตฺวา อตฺตโน นคเร วิหารฏฺฐานํ วิจินนฺโต โสภนํ ๕- นาม กุฏุมฺพิกฺสฺส อุยฺยานํ ทิสฺวา สตสหสฺเสน กีณิตฺวา สตสหสฺสํ วิสชฺเชตฺวา วิหารํ กาเรสิ. ตตฺถ ภควโต คนฺธกุฏึ เสสภิกฺขูนญฺจ รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานตฺถาย กุฏิเลณมณฺฑเป กาเรตฺวา ๖- ปาการปริกฺเขปํ ๗- กตฺวา ทฺวารโกฏฺฐกญฺจ นิฏฺฐเปตฺวา ปิตุ สนฺติกํ เปเสสิ "นิฏฺฐิตํ มยฺหํ กิจฺจํ, สตฺถารํ ปหิณถา"ติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ราชา ภควนฺตํ โภเชตฺวา "ภควา สุมนสฺส กิจฺจํ นิฏฺฐิตํ, ตุมฺหากํ คมนํ ปจฺจาสึสตี"ติ อาห. ภควา สตสหสฺสภิกฺขุปริวาโร โยชเน โยชเน วิหาเรสุ วสมาโน อคมาสิ. กุมาโร "สตฺถา อาคจฺฉตี"ติ ๘- สุตฺวา โยชนํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา คนฺธมาลาทีหิ ๙- ปูชยมาโน วิหารํ ปเวเสตฺวา:-

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สตสหสฺเสน เม กีตํ สตสหสฺเสน มาปิตํ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โสภนํ นาม อุยฺยานํ ปฏิคฺคณฺห มหามุนีติ วิหารํ นิยฺยาเทสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โส วสฺสูปนายิกทิวเส ทานํ ทตฺวา อตฺตโน ปุตฺตทาเร จ อมจฺเจ จ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห:- "อยํ สตฺถา อมฺหากํ สนฺติกํ ทูรโตว อาคโต,

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๔ อิ. กาเรนฺโต. ๕ ก. อิ. โสภสฺส ๖ ฉ.ม., อิ. การาเปตฺวา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๗ ฉ.ม., อิ. ปาการปริกฺเขเป. ๘ ฉ.ม. อาคโตติ. ๙ ฉ.ม. มาลาทีหิ พุทฺธา จ นาม ธมฺมครุโน น อามิสจกฺขุกา. ตสฺมา อหํ อิมํ เตมาสํ เทฺว สาฏฺเก นิวาเสตฺวา ทส สีลานิ สมาทิยิตฺวา อิเธว วสิสฺสามิ, ตุเมฺห ขีณาสวสตสหสฺสสฺส อิมินาว นีหาเรน เตมาสํ ทานํ ทเทยฺยาถา"ติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โส สุมนตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานสภาเคเยว ฐาเน วสนฺโต ยํ เถโร ภควโต วตฺตํ กโรติ, ตํ สพฺพํ ทิสฺวา "อิมสฺมึ ฐาเน เอกนฺตวลฺลโภ เอส เถโร เอตสฺเสว เม ฐานนฺตรํ ปตฺเถตุํ วฏฺฏตี"ติ จินฺเตตฺวา อุปกฏฺฐาย ๑- ปวารณาย คามํ ปวิสิตฺวา สตฺตาหํ มหาทานํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส ภิกฺขุสตสหสฺสสฺส ปาทมูเล ติจีวรํ ฐเปตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา "ภนฺเต ยเทตํ มยา มคฺเค โยชนนฺตริกํ โยชนนฺตริกํ วิหารํ การาปนโต ปฏฺฐาย ปุญฺญํ กตํ, ตํ เนว สคฺคสมฺปตฺตึ น มารสมฺปตฺตึ, น พฺรหฺมสมฺปตฺตึ ปตฺถยนฺเตน, พุทฺธสฺส ปน อุปฏฺฐากภาวํ ปตฺถยนฺเตน กตํ. ตสฺมา อหํปิ ภควา อนาคเต สุมนตฺเถโร วิย พุทฺธสฺส อุปฏฺฐาโก ภเวยฺยนฺ"ติ ปญฺจปติฏฺฐิเตน นิปติตฺวา วนฺทิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภควา "มหนฺตํ กุลปุตฺตสฺส จิตฺตํ อิชฺฌิสฺสติ ๒- นุ โข โน"ติ โอโลเกนฺโต "อนาคเต อิโต สตสหสฺสิเม กปฺเป โคตโม นาม พุทฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ, ตสฺเสว ๓- อุปฏฺฐาโก ภวิสฺสตี"ติ ญตฺวา:-

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ สพฺพเมว สมิชฺฌตุ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ๔- ยถาติ อาห.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กุมาโร ตํ สุตฺวา "พุทธา นาม อเทฺวชฺฌกถา โหนฺตี"ติ ทุติยทิวเสเยว ตสฺส ภควโต ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา ปิฏฺฐิโต ปฏฺฐิโต คจฺฉนฺโต วิย อโหสิ. โส ตสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท วสฺสสตสหสฺสํ ทานํ ทตฺวา สคฺเค นิพฺพตฺติตฺวา กสฺสปพุทฺธกาเลปิ ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส ๕- เถรสฺส ปตฺตคฺคหณตฺถํ อุตฺตริสาฏกํ ทตฺวา ปูชํ อกาสิ. ปุน สคฺเค นิพฺพตฺติตฺวา ตโต จุโต พาราณสีราชา หุตฺวา อฏฺฐนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ปณฺณสาลาโย กาเรตฺวา มณิอาธารเก อุปฏฺฐเปตฺวา จตูหิ ปจฺจเยหิ ทสวสฺสสหสฺสานิ อุปฏฺฐานํ อกาสิ. เอตานิ ปากฏฏฺฐานานิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๔ อิ. ปณฺณรเส ๕ ฉ.ม., อิ. จรโต

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กปฺปสตสหสฺสํ ปน ทานํ ททมาโนว อมฺหากํ โพธิสตฺเตน สทฺธึ ตุสิตปุเร นิพฺพตฺติตฺวา ตโต จุโต อมิโตทนสกฺกสฺส เคเห ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา อนุปุพฺเพน กตาภินิกฺขมเน ๑- สมฺมมาสมฺโพธึ ปตฺวา ปฐมคมเนน กปิลวตฺถุํ อาคนฺตฺวา ตโต นิกฺขมนฺเต ๒- ภควติ ภควโต ปริวารตฺถํ ราชกุมาเรสุ ปพฺพชิเตสุ ๓- ภทฺทิยาทีหิ สทฺธึ นิกฺขมิตฺวา ภควโต สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา น จิรสฺเสว อายสฺมโต ปุณฺณสฺส มนฺตาณีปุตฺตสฺส สนฺติเก ธมฺมกถํ สุตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ. ๔- เอวเมส อายสฺมา ปุพฺพูปนิสฺสยสมฺปนฺโน, ตสฺสีมาย ปุพฺพูปนิสฺสยสมฺปตฺติยา คมฺภีโรปิ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อุตฺตานโก วิย อุปฏฺฐาสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติตฺถวาสาทิวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติตฺถวาโสติ ปุนปฺปุนํ ครูนํ สนฺติเก อุคฺคหณสวนปริปุจฺฉนธารณานิ วุจฺจนฺติ. โส เถรสฺส อติวิย ปริสุทฺโธ, เตนาปิสฺสายํ คมฺภีโรปิ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อุตฺตานโก วิย อุปฏฺฐาสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โสตาปนฺนานญฺจ นาม ปจฺจยากาโร อุตฺตานโกว หุตฺวา อุปฏฺฐาสิ, ๕- อยญฺจ อายสฺมา โสตาปนฺโน.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พหุสฺสุตานญฺจ จตุหตฺเถ โอวรเก ปทีเป ชลมาเน มญฺจปีฐํ วิย นามรูปปริจฺเฉโท ปากโฏ โหติ, อยญฺจ อายสฺมา พหุสฺสุตานํ อคฺโค โหติ อิติ ๖- พาหุสจฺจานุภาเวนปิสฺส คมฺภีโรปิ ปจฺจยากาโร อุตฺตานโก วิย อุปฏฺฐาสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปฏิจฺจสมุปฺปาทคมฺภีรตา

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๓๑

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. มหานิทานสูตร”