๓. มหาปรินิพพานสูตร

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับบนภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอรับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวก เจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก อย่างนี้ๆ จักให้ แคว้นวัชชีพินาศถึงความ วอดวาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ มาตรัสสั่งว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จงถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของเรา ทูล ถามถึงอาพาธ น้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง การประทับ อยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสอง ของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ทูล ถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง การประทับ อยู่สำราญ และจงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอ รับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จัก ให้แคว้นวัชชีพินาศถึงความ วอดวาย ดังนี้ และพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ ท่านอย่างไร ท่านพึงจำข้อนั้นมาบอกเรา พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ตรัสคำที่ไม่ จริงเลย ฯ วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ รับพระราชดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร แล้วเทียมยานที่ดีๆ ขึ้น ยานออกจากพระนครราชคฤห์ตรงไป ยังภูเขาคิชฌกูฏ จนสุดภูมิประเทศเท่าที่ยาน จะไปได้ จึงลงจากยานเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก ถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐนั่ง เรียบร้อยแล้วทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของท่านพระโคดมด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลังการประทับอยู่สำราญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอรับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จักให้ แคว้นวัชชีพินาศถึงความวอดวาย ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓. มหาปรินิพฺพานสุตฺต

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

นิทานวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๓๑] เอวมฺเม สุตนฺติ มหาปรินิพฺพานสุตฺตํ. ตตฺรายํ อนุปุพฺพปทวณฺณนา:- คิชฺฌกูเฏติ คิชฺฌา ตสฺส กูเฏ ๑- วสึสุ, คิชฺฌสทิสํ วา ตสฺส กูฏํ ๒- อตฺถีติ คิชฺฌกูโฏ ตสฺมึ คิชฺฌกูเฏ. อภิยาตุกาโมติ อภิภวนตฺถาย ยาตุกาโม. วชฺชีติ วชฺชิราชาโน. เอวํ มหิทฺธิเกติ เอวํ มหติยา ราชิทฺธิยา สมนฺนาคเต, เอเตน เนสํ สมคฺคภาวํ กเถสิ. เอวํ มหานุภาเวติ เอวํ มหนฺเตน อานุภาเวน สมนฺนาคเต, เอเตน เนสํ หตฺถิสิปฺปาทีสุ กตสิกฺขตํ กเถสิ, ยํ สนฺธาย วุตฺตํ "สิกฺขิตา วติเม ลิจฺฉวิกุมารกา, สุสิกฺขิตา วติเม ลิจฺฉวิกุมารกา, ยตฺร หิ นาม สุขุเมน ตาฬจฺฉิคฺคเลน อสนํ อติปาตยิสฺสนฺติ โปงฺขานุโปงฺขํ อวิราธิตนฺ"ติ. ๓- อุจฺเฉชฺชามีติ ๔- อุจฺฉินฺทิสฺสามิ. วินาเสสฺสามีติ นาเสสฺสามิ, อทสฺสนํ ปาปยิสฺสามิ. ๕- อนยพฺยสนนฺติ เอตฺถ น อโยติ อนโย, อวุฑฺฒิยา ๖- เอตํ นามํ. หิตญฺจ สุขญฺจ วิยสติ ๗- วิกฺขิปตีติ พฺยสนํ, ญาติปาริชุญฺญาทีนํ เอตํ นามํ. อาปาเทสฺสามีติ ปาปยิสฺสามิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อิติ กิร โส ฐานนิสชฺชาทีสุ อิมํ ยุทฺธกถนเมว ๘- กเถติ, คมนสชฺชา โหถาติ เอวํ พลกายํ อาณาเปติ, กสฺมา? คงฺคาย กิร เอกํ ปฏฺฏนคามํ นิสฺสาย อฑฺฒโยชนํ อชาตสตฺตุโน อาณา, อฑฺฒโยชนํ ลิจฺฉวีนํ. เอตฺถ ปน อาณาปวตฺติฏฺฐานํ โหตีติ อตฺโถ. ตตฺราปิจ ปพฺพตปาทโต มหคฺฆภณฺฑํ โอตรติ. ตํ สุตฺวา "อชฺช ยามิ, เสฺว ยามี"ติ อชาตสตฺตุโน สํวิทหนฺตสฺเสว ลิจฺฉวิราชาโน สมคฺคา สมฺโมทมานา ปุเรตรํ คนฺตวา สพฺพํ มหคฺฆภณฺฑํ ๙- คณฺหนฺติ. อชาตสตฺตุ ปจฺฉา คนฺตฺวา ตํ ปวุตฺตึ ๑๐- ญตฺวา กุชฺฌิตฺวา คจฺฉติ. เต ปุน สํวจฺฉเรปิ ตเถว กโรนฺติ. อถ โส พลวาฆาตชาโต ตทา เอวมกาสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตโต จินฺเตสิ "คเณน สทฺธึ ยุทฺธํ นาม ภาริยํ, เอโกปิ โมฆปฺปหาโร นาม นตฺถิ, เอเกน นุ โข ปน ปณฺฑิเตน สทฺธึ มนฺเตตฺวา กโรนฺโต

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๕ ฉ.ม. ปาเปสฺสามิ อิ. นยิสฺสามิ ๖ ฉ.ม., อิ. อวฑฺฒิยา ๗ ฉ.ม. วิยสฺสติ

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๓๘

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”