ภาษาไทย ฉบับหลวง
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๖๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ ผู้ใหญ่ในมคธ รัฐว่า ดูกรพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่สารันททเจดีย์เขตเมือง เวสาลีนี้ ณ ที่นั้นเราได้แสดง อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ แก่พวกเจ้าวัชชี ก็อปริหา นิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชีและพวกเจ้าวัชชีจักสนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใดพราหมณ์ พึงหวังได้ซึ่งความ เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ ในมคธรัฐได้ ทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกเจ้าวัชชีมาประกอบด้วยอปริหานิยธรรม แม้ข้อหนึ่งๆ ก็ยัง หวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม จะป่วย กล่าวไปไยถึงอปรินิยธรรมทั้ง ๗ ข้อเล่า พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ไม่ควรกระทำการรบกับเจ้าวัชชี นอกจาก จะปรองดอง นอกจากจะยุ ให้แตกกันเป็นพวก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีกรณียะ มาก จะขอลาไปในบัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านย่อมทราบกาลอัน ควรใน บัดนี้เถิด ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ ชื่นชม ยินดีพระภาษิต ของ พระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อปญฺญตฺตนฺติ อาทีสุ ปุพฺเพ อกตํ สุงฺกํ วา พลึ วา ทณฺฑํ วา อนาหราเปนฺตา ๓- อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปนฺติ นาม. โปราณปฺปเวณิยา อาคตเมว ปน อาหราเปนฺตา ๔- ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทนฺติ นาม. โจโรติ คเหตฺวา ทสฺสิเต อวินิจฺฉินิตฺวาว ๕- เฉชฺชเภชฺชํ อนุสาสนฺตา โปราณํ วชฺชิธมฺมํ สมาทาย น วตฺตนฺติ นาม. เตสํ อปญฺญตฺตํ ปญฺญเปนฺตานํ อภินวสุงฺกาทีหิ ปีฬิตา มนุสฺสา "อิติอุปทฺทูตมฺหา, โก อิเมสํ วิชิเต วสิสฺสตี"ติ ปจฺจนฺตํ ปวิสิตฺวา โจรา วา โจรสหายา วา หุตฺวา ชนปทํ ปหรนฺติ. ปญฺญตฺตํ สมุจฺฉินฺทนฺตานํ ปเวณีอาคตานิ สุงฺกาทีนิ อคฺคณฺหนฺตานํ โกโส ปริหายติ,
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๗๐] ครั้งนั้น เมื่อวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐหลีกไป ไม่นาน พระผู้ มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธอจงไป จงสั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัย พระนครราชคฤห์ ให้มาประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา ท่านพระอานนท์รับพระดำรัสของพระผู้มี พระภาคแล้ว สั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัย พระนครราชคฤห์ให้ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐาน ศาลา แล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว รับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มี พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น ฯ ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกันเลิก ประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์พึงกระทำ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว จักไม่ถอนสิ่ง ที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุ ผู้เป็นเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักเชื่อฟัง ถ้อยคำของท่านเหล่านั้น อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิด ภพใหม่ซึ่ง บังเกิดขึ้นแล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า อยู่เพียงใด พึงหวัง ได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอ เพื่อน พรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังมิได้มา พึงมาเถิดและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุก ดังนี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด หมู่ภิกษุพึงหวังได้ซึ่ง ความเจริญอย่างเดียว ไม่มี เสื่อม เพียงนั้น ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๓ ฉ.ม., อิ. อาหราเปนฺตา ๔ ฉ.ม., อิ. อนาหราเปนฺตา ๕ ฉ.ม. อวิจินิตฺวาว. ตโต หตฺถิอสฺสพลกายา โอโรธาทโย ยถา นิพทฺธํ วตฺถุํ ๑- อลภมานา ถาเมน พเลน ปริหายนฺติ. เต เนว ยุทฺธกฺขมา โหนฺติ น ปาริจริยกฺขมา. โปราณํ วชฺชิธมฺมํ สมาทาย อวตฺตนฺตานํ วิชิเต มนุสฺสา "อมฺหากํ ปุตฺตํ ปิตรํ ภาตรํ อโจรํเยว โจโรติ กตฺวา ฉินฺทึสุ ภินฺทึสู"ติ กุชฺฌิตฺวา ปจฺจนฺตํ ปวิสิตฺวา โจรา วา โจรสหายา วา หุตฺวา ชนปทํ ปหรนฺติ, เอวํ ราชูนํ ปริหานิ โหติ. ปญฺญตฺตํ ปญฺญเปนฺตานํ ปน "ปเวณีอาคตเมว ราชาโน กโรนฺตี"ติ มนุสฺสา หฏฺฐตุฏฺฐา กสิวณิชฺชาทิเก กมฺมนฺเต สมฺปาเทนฺติ: ปญฺญตฺตํ อสมุจฺฉินฺทนฺตานํ ปเวณีอาคตานิ สุงฺกาทีนิ คณฺหนฺตานํ โกโส วฑฺฒติ, ตโต หตฺถิอสฺสพลกายา โอโรธาทโย ยถา นิพทฺธํ วตฺถุํ ลภมานา ถามพลสมฺปนฺนา ยุทธกฺขมา เจว ปาริจริยกฺขมา จ โหนฺติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โปราณํ วชฺชิธมฺมนฺติ เอตฺถ ปุพฺเพ กิร วชฺชิราชาโน "อยํ โจโร"ติ อาเนตฺวา ทสฺสิเต "คณฺหถ นํ โจรนฺ"ติ อวตฺวา วินิจฺฉยมหามตฺตานํ เทนฺติ. เตปิ ๒- วินิจฺฉินิตฺวา ๓- อโจโร ๔- เจ, วิสชฺเชนฺติ. โจโร เจ, อตฺตนา กิญฺจิ อวตฺวา โวหาริกานํ เทนฺติ. เตปิ วินิจฺฉินิตฺวา ๕- อโจโร เจ, วิสชฺเชนฺติ. โจโร เจ, อนฺโตการิกา ๖- นาม โหนฺติ เตสํ เทนฺติ. เตปิ วินิจฺฉินิตฺวา อโจโร เจ, วิสชฺเชนฺติ. โจโร เจ, อฏฺฐกุลิกานํ เทนฺติ. เตปิ ตเถว กตฺวา เสนาปติสฺส, เสนาปติ อุปราชสฺส, อุปราชา รญฺโญ, ราชา วินิจฺฉินิตฺวา อโจโร เจ, วิสชฺเชติ. สเจ ปน โจโร โหติ, ปเวณีโปตฺถกํ วาจาเปติ, ตตฺถ "เยน อิทํ นาม กตํ, ตสฺส อยํ นาม ทณฺโฑ"ติ ลิขิตํ. ราชา ตสฺส กิริยํ เตน สมาเนตฺวา ตทนุจฺฉวิกํ ทณฺฑํ กโรติ. อิติ เอตํ โปราณํ วชฺชิธมฺมํ สมาทาย วตฺตนฺตานํ มนุสฺสา น อุชฺฌายนฺติ, "ราชาโน โปราณปฺปเวณิยา กมฺมํ กโรนฺติ, เอเตสํ โทโส นตฺถิ, อมฺหากํเยว โทโส"ติ อปฺปมตฺตา กมฺมนฺเต กโรนฺติ. เอวํ ราชูนํ วุฑฺฒิ โหติ. เตน วุตฺตํ "วุฑฺฒิเยว อานนฺท วชฺชีนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานี"ติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๔ ฉ.ม., อิ. สเจ อโจโร โหติ. ๕ ฉ.ม. วินิจฺฉินิตฺวาติ น ทิสฺสติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๖ ฉ.ม. สุตฺตธรานํ เทนฺติ, อิ. สุตฺตธรา นาม.....
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สกฺกโรนฺตีติ ยํกิญฺจิ เตสํ สกฺการํ กโรนฺตา สุนฺทรเมว กโรนฺติ. ครุกโรนฺตีติ ครุภาวํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวาว กโรนฺติ. มาเนนฺตีติ มเนน ปิยายนฺติ. ปูเชนฺตีติ นิปจฺจการํ ทสฺเสนฺติ. โสตพฺพํ มญฺญนฺตีติ ทิวสสฺส เทฺว ตโย วาเร อุปฏฺฐานํ คนฺตฺวา เตสํ กถํ โสตพฺพํ สทฺธาตพฺพํ มญฺญนฺติ. ตตฺถ เย เอวํ มหลฺลกานํ ราชูนํ สกฺการาทีนิ น กโรนฺติ, โอวาทตฺถาย จ เนสํ อุปฏฺฐานํ น คจฺฉนฺติ. เต เตหิ วิสฏฺฐา อโนวทิยมานา กีฬาปสุตา รชฺชโต ปริหายนฺติ. เย ปน ตถา ปฏิปชฺชนฺติ, เตสํ มหลฺลกราชาโน "อิทํ กาตพฺพํ, อิทํ น กาตพฺพนฺ"ติ โปราณปฺปเวณึ อาจิกฺขนฺติ. สงฺคามํ ปตฺวาปิ "เอวํ ปวิสิตพฺพํ, เอวํ นิกฺขมิตพฺพนฺ"ติ อุปายํ ทสฺเสนฺติ. เต เตหิ โอวทิยมานา ยถาโอวาทํ ปฏิปชฺชนฺตา สกฺโกนฺติ ราชปฺปเวณึ สนฺธาเรตุํ. เตน วุตฺตํ "วุฑฺฒิเยว อานนฺท วชฺชีนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานี"ติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุลิตฺถิโยติ กุลฆรณิโย. กุลกุมาริโยติ อนิวิฏฺฐา ๑- ตาสํ ธีตโร. โอกฺกสฺส ปสยฺหาติ เอตฺถ "โอกฺกสฺสา"ติ วา "ปสยฺหา"ติ วา ปสยฺหาการสฺเสเวตํ นามํ. "อุกฺกสฺสา"ติปิ ปฐนฺติ. ตตฺถ โอกฺกสฺสาติ อปกสฺสิตฺวา ๒- อากฑฺฒิตฺวา. ปสยฺหาติ อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวาติ อตฺโถ. ๓- เอวญฺหิ กโรนฺตานํ วิชิเต มนุสฺสา `อมฺหากํ เคเห ปุตฺตมาตโรปิ, เขฬสิฆาณิกาทีนิ มุเขน อปเนตฺวา สํวฑฺฒิตธีตโรปิ อิเม ราชาโน พลกฺกาเรน คเหตฺวา อตฺตโน ฆเร วาเสนฺตี"ติ กุปิตฺวา ๔- ปจฺจนฺตํ ปวิสิตฺวา โจรา วา โจรสหายา วา หุตฺวา ชนปทํ ปหรนฺติ. เอวํ อกโรนฺตานํ ปน วิชิเต มนุสฺสา อปฺโปสฺสุกฺกา สกานิ กมฺมานิ กโรนฺตา ราชโกสํ วฑฺเฒนฺติ. เอวเมตฺถ วุฑฺฒิหานิโย เวทิตพฺพา.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
วชฺชีนํ วชฺชิเจติยานีติ วชฺชิราชูนํ วิชิเต รฏฺเฐ ๕- จิตฺตีกตฏฺเฐน เจติยานีติ ลทฺธนามานิ ยกฺขฏฺฐานานิ. อพฺภนฺตรานีติ อนฺโตนคเร ฐิตานิ. พาหิรานีติ พหินคเร ฐิตานิ. ทินฺนปุพฺพนฺติ ปุพฺเพ ทินฺนํ. กตปุพฺพนฺติ ปุพฺเพ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๔ ฉ.ม., อิ. กุปิตา ๕ ฉ.ม., อิ. วชฺชิรฏฺเฐ กตํ. โน ปริหาเปสฺสนฺตีติ อปริหาเปตฺวา ยถาปวตฺตเมว กริสฺสนฺติ, ธมฺมิกํ พลึ ปริหาเปนฺตานํ หิ เทวตา อารกฺขํ สุสํวิหิตํ น กโรนฺติ, อนุปฺปนฺนํ ทุกขํ อุปฺปาเทตุํ ๑- อสกฺโกนฺตาปิ อุปฺปนฺนํ กาสสีสโรคาทึ วฑฺเฒนฺติ, สงฺคาเม ปน ๒- สนฺเต ๓- สหายา น โหนฺติ. อปริหาเปนฺตานํ ปน อารกฺขํ สุสํวิหิตํ กโรนฺติ, อนุปฺปนฺนํ สุขํ อุปฺปาเทตุํ อสกฺโกนฺตาปิ อุปฺปนฺนํ กาสสีสโรคาทึ หรนฺติ, ๔- สงฺคามสีเส สหายา โหนฺตีติ เอวเมตฺถ วุฑฺฒิหานิโย เวทิตพฺพา.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ธมฺมิกา รกฺขาวรณคุตฺตีติ ๕- เอตฺถ รกฺขาเอว ยถา อนิจฺฉิตํ นาคจฺฉติ, ๖- เอวํ อาวรณโต อาวรณํ. ยถา อิจฺฉิตํ น นสฺสติ, ๗- เอวํ โคปายนโต คุตฺติ. ตตฺถ พลกาเยน ปริวาเรตฺวา รกฺขนํ ปพฺพชิตานํ ธมฺมิกา รกฺขาวรณคุตฺติ นาม น โหติ. ยถา ปน วิหารสฺส อุปวเน รุกฺเข น ฉินฺทนฺติ, วาคุราหิ ๘- มิคํ น คณฺหนฺติ ๘- โปกฺขรณีสุ มจฺเฉ น คณฺหนฺติ, เอวํ กรณํ ธมฺมิกา รกฺขาวรณคุตฺติ นาม. กินฺติ อนาคตา จาติ อิมินา ปน เนสํ เอวํ ปจฺจุปฏฺฐิตจิตฺตสนฺตาโนติ จิตฺตปฺปวตฺตึ ปุจฺฉติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ตตฺถ เย อนาคตานํ อรหนฺตานํ น อาคมนํ น อิจฺฉนฺติ, เต อสฺสทฺธา โหนฺติ อปฺปสนฺนา. ปพฺพชิเต จ สมฺปตฺเต ปจฺจุคฺคมนํ น กโรนฺติ, คนฺตฺวา น ปสฺสนฺติ, ปฏิสนฺถารํ น กโรนฺติ, ปญฺหํ น ปุจฺฉนฺติ, ธมฺมํ น สุณนฺติ, ทานํ น เทนฺติ, อนุโมทนํ น สุณนฺติ, นิวาสนฏฺฐานํ น สํวิทหนฺติ, อถ เนสํ อวณฺโณ อพฺภุคฺคจฺฉติ "อสุโก นาม ราชา อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน, ปพฺพชิเต สมฺปตฺเต ปจฺจุคฺคมนํ น กโรติ ฯเปฯ นิวาสนฏฺฐานํ น สํวิทหตี"ติ. ตํ สุตฺวา ปพฺพชิตา ตสฺส นครทฺวาเรน น คจฺฉนฺติ, คจฺฉนฺตาปิ นครํ น ปวิสนฺติ. เอวํ อนาคตานํ อรหนฺตานํ อนาคมนเมว โหติ. อาคตานํปิ ผาสุวิหาเร อสติ เยปิ อชานิตฺวา อาคตา, เต "วสิสฺสามาติ ตาว จินฺเตตฺวา อาคตมฺหา, อิเมสํ ปน ราชูนํ อิมินา นีหาเรน โก วสิสฺสตี"ติ นิกฺขมิตฺวา คจฺฉนฺติ. เอวํ อนาคเตสุ อนาคจฺฉนฺเตสุ, อาคเตสุ ทุกฺขํ วิหรนฺเตสุ โส เทโส ปพฺพชิตานํ