ภาษาไทย ฉบับหลวง
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๑. พวกภิกษุจักเจริญสติสัมโพชฌงค์...., ๒. ...พวกภิกษุจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์... ๓. ...พวกภิกษุจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์... ๔. ... พวกภิก ษุจักเจริญปีติสัมโพชฌงค์... ๕. ... พวกภิกษุจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖.... พวกภิกษุจักเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์... ๗. พวกภิกษุจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อยู่ เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความ เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความ เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
พฺราหฺมโณ "อยนฺทานิ กาโล, สีฆํ อาคจฺฉตู"ติ รญฺโญ สาสนํ เปเสสิ. ราชา สุตฺวา พลเภริญฺจาราเปตฺวา นิกฺขมิ. เวสาลิกา สุตฺวา "รญฺโญ คงฺคํ อุตฺตริตุํ น ทสฺสามา"ติ เภริญฺจาราเปสุํ. ตํปิ สุตฺวา "คจฺฉนฺตุ อิสฺสรา"ติ ๔- อาทีนิ วตฺวา น สนฺนิปตึสุ. "นครปฺปเวสนํ น ทสฺสาม, ทฺวารานิ ปิทหิตฺวา วสามาติ ๕- เภริญฺจาราเปสุํ. เอโกปิ น สนฺนิปติ, ยถาวิวเฏเหว ทฺวาเรหิ ปวิสิตฺวา สพฺเพ อนยพฺยสนํ ปาเปตฺวา คโต.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๑. พวกภิกษุจักเจริญอนิจจสัญญา... ๒. ... พวก ภิกษุจักเจริญอนัตตสัญญา... ๓. ... พวกภิกษุจักเจริญอสุภสัญญา... ๔. ... พวกภิกษุจักเจริญอาทีนว สัญญา... ๕. ... พวกภิกษุจักเจริญปหานสัญญา ๖. ... พวกภิกษุจักเจริญวิราคสัญญา... ๗. พวก ภิกษุ จักเจริญนิโรธสัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก สนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภิกฺขุอปริหานิยธมฺมวณฺณนา
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ อีกหมวดหนึ่ง แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสขอ พระผู้มีพระภาค แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อน พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อน พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง ความเจริญอย่างเดียว ไม่มี เสื่อม เพียงนั้น ฯ ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วย เมตตาในเพื่อน พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มี เสื่อม เพียงนั้น ฯ ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้แบ่งปันลาภอันเป็นธรรม ที่ได้ มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้มาตรว่าอาหารอันนับเนื่องในบาตร คือเฉลี่ยกันบริโภค กับเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีล ทั้งหลาย อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งหลาย ทั้งใน ที่แจ้งและที่ลับ ในศีลอันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ แล้ว อันตัณหาทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในทิฐิอันประเสริฐนำออกไปจากทุกข์ นำผู้ ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก สนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์แม้นั้น ทรงกระทำธรรมีกถาอันนี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ ปัญญา สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ ใหญ่ ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๓๖] อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเตติ อาทิมฺหิ. สนฺนิปาเตตฺวาติ ทูรวิหาเรสุ อิทฺธิมนฺเต เปเสตฺวา สนฺติกวิหาเรสุ สยํ คนฺตฺวา "สนฺนิปตถ อายสฺมนฺโต, ภควา โว สนฺนิปาตํ อิจฺฉตี"ติ สนฺนิปาเตตฺวา. อปริหานิเยติ อปริหานิกเร, วุฑฺฒิเหตุภูเตติ อตฺโถ. ธมฺเม เทสิสฺสามีติ จนฺทสหสฺสํ สุริยสหสฺสํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย จตุกุฏฺฏเก เคเห อนฺโต เตลทีปสหสฺสํ อุชฺชาเลนฺโต วิย ปากเฏ กตฺวา กถยิสฺสามีติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@ เอวมุปริปิ ๔ ฉ.ม.,อิ. สูรราชาโน. ๕ ฉ.ม.,อิ. ฐสฺสามาติ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ตตฺถ อภิญฺหสนฺนิปาตาติ อิทํ วชฺชิสนฺนิปาเต ๑- วุตฺตสทิสเมว. อิธาปิจ อภิณฺหํ อสนฺนิปติตตฺตา ๒- ทิสาสุ อาคตสาสนํ น สุณนฺติ, ตโต "อสุกวิหารสีมา อากุลา, อุโปสถปวารณา ฐิตา, อสุกสฺมึ ฐาเน ภิกฺขู เวชฺชกมฺมทูตกมฺมาทีนิ กโรนฺติ, วิญฺญตฺติพหุลา ปุปฺผทานาทีหิ ชีวิตํ กปฺเปนฺตี"ติ อาทีนิ น ชานนฺติ, ปาปภิกฺขูปิ "ปมตฺโต สํโฆ"ติ ๓- ญตฺวา ราสิภูตา สาสนํ โอสกฺกาเปนฺติ. อภิณฺหํ สนฺนิปติตตฺตา ปน ตํ ตํ ปวตฺตึ สุณนฺติ, ตโต ภิกฺขุสํฆํ เปเสตฺวา สีมํ อุชุํ กโรนฺติ, อุโปสถปวารณาทโย ปวตฺตาเปนฺติ, มิจฺฉาชีวานํ อุสฺสนฺนฏฺฐาเน อริยวํสเก เปเสตฺวา อริยวํสํ กถาเปนฺติ, ปาปภิกฺขูนํ วินยธเรหิ นิคฺคหํ การาเปนฺติ, ปาปภิกฺขูปิ "อปฺปมตฺโต สํโฆ ๓-, น สกฺกา อเมฺหหิ วคฺคพนฺเธน วิจริตุน"ติ ภิชฺชิตฺวา ปลายนฺติ. เอวเมตฺถ หานิวุฑฺฒิโย เวทิตพฺพา.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สมคฺคาติ อาทีสุ เจติยํ ปฏิชคฺคนตฺถํ วา โพธิยงฺคเณ ๔- วา ปฏิชคฺคนตฺถํ อุโปสถาคารจฺฉาทนตฺถํ ๔- วา กติกวตฺตํ กเถตุกามตาย ๕- โอวาทํ ธาตุกามตาย "สํโฆ สนฺนิปตตู"ติ เภริยา วา คณฺฑิยา ๖- วา อาโกฏฺฏิ ตาย "มยฺหํ จีวรกมฺมํ อตฺถิ, มยฺหํ ปตฺโต ปจิตพฺโพ, มยฺหํ นวกมฺมํ อตฺถี"ติ วิกฺเขปํ กโรนฺตา น สมคฺคา สนฺนิปตนฺติ นาม. สพฺพํ ปน ตํ กมฺมํ ฐเปตฺวา "อหํ ปุริมตรํ, อหํ ปุริมตรนฺ"ติ เอกปฺปหาเรเนว สนฺนิปตนฺตา สมคฺคา สนฺนิปตนฺติ นาม. สนฺนิปติตา ปน จินฺเตตฺวา มนฺเตตฺวา กตฺตพฺพํ กตฺวา เอกโต อวุฏฺฐหนฺตา น สมคฺคา วุฏฺฐหนฺติ นาม. เอวํ วุฏฺฐิเตสุ หิ เย ปฐมํ คจฺฉนฺติ, เตสํ เอวํ โหติ "อเมฺหหิ พาหิรกถาว สุตา, อิทานิ วินิจฺฉยกถา ภวิสฺสตี"ติ. เอกปฺปหาเรเนว วุฏฺฐหนฺตา ปน สมคฺคา วุฏฺฐหนฺติ นาม. อปิจ "อสุกฏฺฐาเน วิหารสีมา อากุลา, อุโปสถปวารณา ฐิตา, อสุกฏฺฐาเน เวชฺชกมฺมาทิการกา ปาปภิกฺขู อุสฺสนฺนา"ติ สุตฺวา "โก คนฺตฺวา เตสํ นิคฺคหํ กริสฺสตี"ติ วุตฺเต "อหํ ปฐมํ, อหํ ปฐมนฺ"ติ วตฺวา คจฺฉนฺตาปิ สมคฺคา วุฏฺฐหนฺติ นาม.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@อสนฺนิปตนฺตา เอวมุปริปิ ๓-๓ ฉ.ม. ภิกฺขุสํโฆ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๔-๔ ฉ.ม.,อิ. โพธิเคหอุโปสถาคารจฺฉาทนตฺถํ วา
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๕ ฉ.ม.,อิ. ฐเปตุกามตาย ๖ ฉ.ม. ฆณฺฏิยา, ม. ฆณฺฑิยา, อิ. ฆณฺฐิยา
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อาคนฺตุกํ ปน ทิสฺวา "อิมํ ปริเวณํ ยาหิ, เอตํ ปริเวณํ ยาหี"ติ, ๑- กิญฺจิ ๒- อวตฺวา สพฺเพ ๓- วตฺตํ กโรนฺตาปิ, ชิณฺณปตฺตจีวรกํ ทิสฺวา ตสฺส ภิกฺขาจารวตฺเตน ปตฺตจีวรํ ปริเยสมานาปิ, คิลานสฺส คิลานเภสชฺชํ ปริเยสมานาปิ, คิลานเมว อนาถํ "อสุกปริเวณํ ยาหิ, อสุกปริเวณํ ยาหี"ติ อวตฺวา อตฺตโน อตฺตโน ปริเวเณ ปฏิชคฺคนฺตาปิ, เอโก โอลิยมานโก คณฺโฐ โหติ, ปญฺญวนฺตํ ภิกฺขุํ สงฺคณฺหิตฺวา เตน ตํ คณฺฐํ อุกฺขิปาเปนฺตาปิ สมคฺคา สํฆกรณียานิ กโรนฺติ นาม.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อปญฺญตฺตนฺติ อาทีสุ. นวํ อธมฺมิกํ กติกวตฺตํ วา สิกฺขาปทํ วา พนฺธนฺตา อปญฺญตฺตํ ปญฺญเปนฺติ นาม, ปุราณสนฺถตวตฺถุสฺมึ สาวตฺถิยํ ภิกฺขู วิย. อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ สาสนํ ทีเปนฺตา ปญฺญตฺตํ สมุจฺฉินฺทนฺติ นาม, วสฺสสตปรินิพฺพุเต ภควติ เวสาลิกา วชฺชิปุตฺตกา วิย. ขุทฺทานุขุทฺทกา ปน อาปตฺติโย สญฺจิจฺจ วีติกฺกมนฺตา ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย น วตฺตนฺติ นาม, อสฺสชิปุนพฺพสุกา วิย. นวํ ปน กติกวตฺตํ วา สิกฺขาปทํ วา อพนฺธนฺตา, ธมฺมวินยโต สาสนํ ทีเปนฺตา, ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ อสมูหนนฺตา อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปนฺติ, ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทนฺติ, ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย วตฺตนฺติ นาม, อายสฺมา อุปเสโน วิย จ, อายสฺมา ยโส กากณฺฑกปุตฺโต วิย จ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
"สุณาตุ เม อาวุโส สํโฆ, สนฺตมฺหากํ สิกฺขาปทานิ คิหิคตานิ คิหิโนปิ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ชานนฺติ `อิทํ โว สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ กปฺปติ, อิทํ โว น กปฺปตี'ติ,
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สเจ หิ มยํ ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนิสฺสาม, ภวิสฺสนฺติ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
วตฺตาโร `ธูมกาลิกํ สมเณน โคตเมน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ,
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ยาวิเมสํ สตฺถา อฏฺฐาสิ, ตาวิเม สิกฺขาปเทสุ สิกฺขึสุ, ยโต อิเมสํ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สตฺถา ปรินิพฺพุโต, น ทานิเม สิกฺขาปเทสุ สิกฺขนฺตี'ติ. ยทิ สํฆสฺส
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ อปญฺญตฺตํ น ปญฺญาเปยฺย, ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺเทยฺย,
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย วตฺเตยฺยา"ติ ๔-