ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๘๐] ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมได้รับ กองโภคะใหญ่ อัน มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่หนึ่ง แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ อีกข้อหนึ่ง เกียรติศัพท์อันงามของคนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อม ขจรไป อันนี้ เป็นอานิสงส์ข้อที่สอง แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ย่อมองอาจ ไม่เก้อเขิน อันนี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่สาม แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมไม่หลงทำกาละ อันนี้ เป็นอานิสงส์ ข้อที่สี่ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ห้า แห่งศีลสมบัติ ของคนมีศีล ฯ ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ ประการ เหล่านี้แล ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อารทฺธวิริยาติ เยสํ กายิกญฺจ เจตสิกญฺจ วิริยํ อารทฺธํ โหติ. ตตฺถ เย กายสงฺคณิกํ วิโนเทตฺวา จตูสุ อิริยาปเถสุ อฏฺฐอารมฺภวตฺถุวเสน เอกกา โหนฺติ, เตสํ กายิกวิริยํ อารทฺธํ นาม โหติ. เย จิตฺตสงฺคณิกํ วิโนเทตฺวา อฏฺฐสมาปตฺติวเสน เอกกา โหนฺติ, คมเน อุปฺปนฺนกิเลสสฺส ฐานํ ปาปุณิตุํ น เทนฺติ, ฐาเน อุปฺปนฺนกิเลสสฺส นิสชฺชํ, นิสชฺชาย อุปฺปนฺนกิเลสสฺส สยนํ วา ปาปุณิตุํ น เทนฺติ, อุปฺปนฺนุปฺปนฺนฏฺฐาเนเยว กิเลเส นิคฺคณฺหนฺติ, เตสํ เจตสิกํ วิริยํ อารทฺธํ นาม โหติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๘๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยังพวกอุบาสกชาวปาฏลิคามให้เห็น แจ้ง ให้ สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีแล้ว ทรงส่ง ไปด้วยพระดำรัสว่า ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ราตรีสว่างแล้ว พวกท่านจงทราบกาลอันควร ในบัดนี้เถิด พวก อุบาสกชาวปาฏลิคามทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคกระทำประทักษิณหลีกไปแล้ว ลำดับนั้น เมื่ออุบาสกชาวปาฏลิคามหลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่สุญญา คารแล้ว ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อุปฏฺฐิตสฺสตีติ จิรกตาทีนํ สริตา อนุสฺสริตา มหาคติมฺพอภยตฺเถร- ทีฆภาณกอภยตฺเถรติปิฏกจูฬาภยตฺเถรา ๒- วิย. มหาคติมฺพอภยตฺเถโร กิร ชาตปญฺจมทิวเส มงฺคลปายาเส ตุณฺฑํ ปสาเรนฺตํ วายสํ ทิสฺวา หุํหุนฺติ สทฺทมกาสิ. อถ โส เถรกาเล "กทา ปฏฺฐาย ภนฺเต สรถา"ติ ภิกฺขูหิ ปุจฺฉิโต "ชาตปญฺจมทิวเส กตสทฺทโต ปฏฺฐาย อาวุโส"ติ อาห.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๘๒] ก็สมัยนั้น สุนีธะ และวัสสการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ สร้างเมืองใน ปาฏลิคามเพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ก็สมัยนั้นเทวดาเป็นอันมากนับเป็น พันๆ หวงแหนที่ใน ปาฏลิคาม เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของ พระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้มี ศักดิ์ใหญ่ ก็น้อมไปเพื่อจะสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้นกลางหวงแหนที่ในส่วนใด จิต ของพระราชาและพระราชมหาอำมาตย์ ชั้นกลาง ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้น ต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ ในส่วนนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นเทวดาเหล่านั้นนับเป็นพันๆ หวงแหนที่ในปาฏลิคาม ด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นในเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี ตรัส เรียกพระ อานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ ใครหนอจะสร้างเมืองในปาฏลิคาม ฯ อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ จะสร้างเมือง ปาฏลิคาม เพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ฯ ดูกรอานนท์ สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐจะสร้างเมือง ในปาฏลิคาม เพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ก็เปรียบเหมือนท้าวสักกะทรงปรึกษา กับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ในที่นี้ เราได้เห็นเทวดาเป็นอันมากนับเป็นพันๆ หวงแหนที่ในปาฏลิคามด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง จักษุของมนุษย์ เทวดาผู้มี ศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้ มีศักดิ์ใหญ่ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้นกลางหวงแหนที่ในส่วนใด จิต ของ พระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นกลาง ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้นต่ำ หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ใน ส่วนนั้น ดูกรอานนท์ ที่นี้จักเป็นที่อยู่อันประเสริฐ เป็นทางค้าขาย เป็นนครอันเลิศ ชื่อว่าปาฏลีบุตร เป็นที่แก้ห่อภัณฑะ นครปาฏลีบุตรจักมีอันตราย ๓ ประการ คือ ไฟ น้ำ หรือการ ยุให้แตกพวก ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ทีฆภาณกอภยตฺเถรสฺส ชาตนวมทิวเส มาตา จุมฺพิสฺสามีติ โอนตา ตสฺสา โมลิ มุจฺจิ. ๑- ตโต ตุมฺพมตฺตานิ สุมนปุปฺผานิ ทารกสฺส อุเร ปติตฺวา ทุกฺขํ ชนยึสุ. โส เถรกาเล "กทา ปฏฺฐาย ภนฺเต สรถา"ติ ปุจฺฉิโต "ชาตนวมทิวสโต ปฏฺฐายา"ติ อาห.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติปิฏกจูฬาภยตฺเถโร "อนุราธปุเร ตีณิ ทฺวารานิ ปิทหาเปตฺวา มนุสฺสานํ เอเกน ทฺวาเรน นิกฺขมนํ กตฺวา `ตฺวํ กึนาโม, ตฺวํ กึนาโม'ติ ปุจฺฉิตฺวาว สายํ ปุน อปุจฺฉิตฺวาว เตสํ นามานิ ปฏิจฺฉาเปตุํ ๒- สกฺกา อาวุโส"ติ อาห. เอวรูเป ภิกฺขู สนฺธาย จ "อุปฏฺฐิตสฺสตี"ติ วุตฺตํ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปญฺญวนฺโตติ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยวยปริคฺคหิกาย ปญฺญาย สมนฺนาคตา. อปิจ ทฺวีหิ เอเตหิ ปเทหิ วิปสฺสกานํ ภิกฺขูนํ วิปสฺสนา- สมฺภารเหตุภูตา ๓- สมฺมาสติ เจว วิปสฺสนาปญฺญา จ กถิตา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๓๙] จตุตฺถสตฺตเก สติเยว สมฺโพชฺฌงฺโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค. เอส นโย สพฺพตฺถ. ตตฺถ อุปฏฺฐานลกฺขโณ สติสมฺโพชฺฌงฺโค, ปวิจยลกฺขโณ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค, ปคฺคหณลกฺขโณ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค, ผรณลกฺขโณ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค, อุปสมลกฺขโณ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค, อวิกฺเขปลกฺขโณ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค, ปฏิสงฺขานลกฺขโณ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค. ภาเวสฺสนฺตีติ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ จตูหิ การเณหิ สมุฏฺฐเปนฺตา, ฉหิ การเณหิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา, นวหิ การเณหิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา, ทสหิ การเณหิ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา, สตฺตหิ การเณหิ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา, ทสหิ การเณหิ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา, ปญฺจหิ การเณหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ สมุฏฺฐเปนฺตา วฑฺเฒสฺสนฺตีติ อตฺโถ. อิมินา วิปสฺสนามคฺคผลสมฺปยุตฺเต โลกิยโลกุตฺตรมิสฺสเก สมฺโพชฺฌงฺเค กเถสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๔๐] ปญฺจมสตฺตเก อนิจฺจสญฺญาติ ๔- อนิจฺจานุปสฺสนาย สทฺธึ อุปฺปนฺนา สญฺญา. อนตฺตสญฺญาทีสุปิ เอเสว นโย. อิมา สตฺต โลกิยวิปสฺสนาปิ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม., อิ. วิปสฺสนาสมฺภารภูตา ๔ อิ. อนิจฺจสญฺญนฺติ โหนฺติ. "เอตํ สนฺตํ, เอตํ ปณีตํ, ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ"ติ ๑- อาคตวเสเนตฺถ เทฺว โลกุตฺตราปิ โหนฺตีติ เวทิตพฺพา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๔๑] ฉกฺเก เมตฺตํ กายกมฺมนฺติ เมตฺตจิตฺเตน กตฺตพฺพํ กายกมฺมํ วจีกมฺมมโนกมฺเมสุปิ เอเสว นโย. อิมานิ ปน ภิกฺขูนํ วเสน อาคตานิ คิหีสุปิ ลภนฺติ. ภิกฺขูนญฺหิ เมตฺตจิตฺเตน อภิสมาจาริกธมฺมปูรณํ เมตฺตํ กายกมฺมํ นาม. คิหีนํ เจติยวนฺทนตฺถาย โพธิวนฺทนตฺถาย สํฆนิมนฺตนตฺถาย คมนํ, คามํ ปิณฺฑาย ปวิฏฺเฐ ๒- ภิกฺขู ทิสฺวา ปจฺจุคฺคมนํ, ปตฺตปฏิคฺคหณํ อาสนปญฺญปนํ, ๓- อนุคมนํ, เตลมกฺขนนฺติ ๔- เอวมาทิกํ เมตฺตํ กายกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภิกฺขูนํ เมตฺตจิตฺเตน อาจารปญฺญตฺติสิกขาปทปญฺญาปนํ, กมฺมฏฺฐานกถนํ ธมฺมเทสนา เตปิฏกํปิ พุทฺธวจนํ เมตฺตํ วจีกมฺมํ นาม. คิหีนํ เจติยํ วนฺทนาย คจฺฉาม, โพธึ วนฺทนาย คจฺฉาม, ธมฺมสฺสวนํ กริสฺสาม, ทีปมาลาธูปปูชํ ๕- กาเรสฺสาม, ๖- ตีณิ สุจริตานิ สมาทาย วตฺติสฺสาม, สลากภตฺตาทีนิ ทสฺสาม, วสฺสาวาสิกํ ทสฺสาม, อชฺช สํฆสฺส จตฺตาโร ปจฺจเย ทสฺสาม, สํฆํ นิมนฺเตตฺวา ขาทนียาทีนิ สํวิทหถ, อาสนานิ ปญฺญาเปถ, ปานียํ อุปฏฺฐเปถ, สํฆํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา อาเนถ, ปญฺญตฺตาสเน นิสีทาเปถ, ฉนฺทชาตา อุสฺสาหชาตา เวยฺยาวจฺจํ กโรถาติ อาทิกถนกาเล เมตฺตํ วจีกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภิกฺขูนํ ปาโตว อุฏฺฐาย สรีรปฏิชคฺคนํ เจติยงฺคณวตฺตาทีนิ จ กตฺวา วิวิตฺตาสเน นิสีทิตฺวา อิมสฺมึ วิหาเร ภิกฺขู สุขี โหนฺตุ อเวรา อพฺยาปชฺฌาติ จินฺตนํ เมตฺตํ มโนกมฺมํ นาม. คิหีนํ อยฺยา สุขี โหนฺตุ อเวรา อพฺยาปชฺฌาติ จินฺตนํ เมตฺตํ มโนกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อาวิ เจว รโห จาติ สมฺมุขา จ ปรมฺมุขา จ. ตตฺถ นวกานํ จีวรกมฺมาทีสุ สหายภาวคมนํ สมฺมุขา เมตฺตํ กายกมฺมํ นาม. เถรานํ ปน ปาทโธวนวีชนาทิเภทํปิ ๗- สพฺพํ สามีจิกมฺมํ สมฺมุขา เมตฺตํ กายกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@ ปญฺญาปนํ ๔ ฉ.ม.,อิ. "อนุคมนํเตลมกฺขนนฺติ"อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ๕ ฉ.ม.,อิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@ ทีปมาลปุปฺผปูชํ ๖ ฉ.ม. กริสฺสาม ๗ ฉ.ม.,อิ. ปาทโธวนวนฺทนพีชนทานาทิเภทํ อุภเยหิปิ ทุนฺนิกฺขิตฺตานํ ทารุภณฺฑาทีนํ เตสุ อวมญฺญํ อกตฺวา อตฺตนา ทุนฺนิกฺขิตฺตานํ วิย ปฏิสามนํ ปรมฺมุขา เมตฺตํ กายกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เทวตฺเถโร ติสฺสตฺเถโรติ เอวํ ปคฺคยฺหวจนํ สมฺมุขา เมตฺตํ วจีกมฺมํ นาม. วิหาเร อสนฺตํ ปน ปฏิปุจฺฉนฺตสฺส กุหึ อมฺหากํ เทวตฺเถโร, กุหึ อมฺหากํ ติสฺสตฺเถโร, กทา นุโข อาคมิสฺสตีติ เอวํ มมายนวจนํ ปรมฺมุขา เมตฺตํ วจีกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เมตฺตาสิเนหสินิทฺธานิ ปน นยนานิ อุมฺมิเลตฺวา ปสนฺเนน มุเขน โอโลกนํ สมฺมุขา เมตฺตํ มโนกมฺมํ นาม. เทวตฺเถโร ติสฺสตฺเถโร อโรโค โหตุ อปฺปาพาโธติ สมนฺนาหรณํ ปรมฺมุขา เมตฺตํ มโนกมฺมํ นาม.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ลาภาติ จีวราทโย ลทฺธปจฺจยา. ธมฺมิกาติ กุหนาทิเภทํ มิจฺฉาชีวํ วชฺเชตฺวา ธมฺเมน สเมน ภิกฺขาจารวตฺเตน อุปฺปนฺนา. อนฺตมโส ปตฺตปริยาปนฺน- มตฺตมฺปีติ ปจฺฉิมโกฏิยา ปตฺตปริยาปนฺนํ ปตฺตสฺส อนฺโต คตํ ทฺวิตฺติกฏจฺฉุ- ภิกฺขามตฺตํปิ. อปฺปฏิวิภตฺตโภคีติ เอตฺถ เทฺว ปฏิวิภตฺตานิ ๑- นาม อามิส- ปฏิวิภตฺตํ ปุคฺคลปฏิวิภตฺตญฺจ. ตตฺถ "เอตฺตกํ ทสฺสามิ, เอตฺตกํ น ทสฺสามี"ติ เอวํ จิตฺเตน วิภชนํ อามิสปฏิวิภตฺตํ นาม. "อสุกสฺส ทสฺสามิ, อสุกสฺส น ทสฺสามี"ติ เอวํ จิตฺเตน วิภชนํ ปน ปุคฺคลปฏิวิภตฺตํ นาม. ตทุภยํปิ อกตฺวา โย อปฏิวิภตฺตํ ภุญฺชติ, อยํ อปฺปฏิวิภตฺตโภคี นาม.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๔๕

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”