ภาษาไทย ฉบับหลวง
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๘๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปโกฏิคาม ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงโกฏิคามแล้ว ได้ยินว่า พระ ผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามนั้น ณ ที่ นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้ง แทงตลอดอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยวไปสิ้นกาล นานอย่างนี้ เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เป็นไฉน เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ เราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอด ทุกขสมุทัย อริยสัจ ... ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยว ไปสิ้นกาลนานอย่างนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธ อริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจแล้ว ตัณหาในภพ เราถอนเสีย แล้ว ตัณหาอันจะนำไป สู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึง ได้ตรัสคาถา ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๓-๓ ฉ.ม. ยสฺส ปน อนฺตรนฺตรา วิสภาคพินฺทุจิตฺรา คาวี.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๘๗] เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและพวกเธอจึงท่องเที่ยวไปในชาติ นั้นๆ สิ้นกาลนานเราได้เห็นอริยสัจ ๔ เหล่านั้นแล้ว เราถอนตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเสียได้แล้ว มูลแห่งทุกข์เราตัดได้ขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๔ ฉ.ม., อิ. นามสทฺโท น ทิสฺสติ ๕ ฉ.ม. วิญฺญุปสตฺถานิ. อปรามฏฺฐตฺตา, "อิทํ นาม ตฺวํ อาปนฺนปุพฺโพ"ติ เกนจิ ปรามฏฺฐุํ อสกฺกุเณยฺยตฺตา จ อปรามฏฺฐานิ, อุปจารสมาธึ วา อปฺปนาสมาธึ วา สํวตฺตยนฺตีติ สมาธิสํวตฺตนิกานีติ วุจฺจนฺติ.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๘๘] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามแม้นั้น ทรงกระทำธรรมีกถา นี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรม แล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ปัญญาอันสมาธิ อบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้น จากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สีลสามญฺญคตา วิหริสฺสนฺตีติ เตสุ เตสุ ทิสาภาเคสุ วิหรนฺเตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ สมานภาวูปคตสีลา วิหริสฺสนฺติ. โสตาปนฺนาทีนญฺหิ สีลํ สมุทฺทนฺตเรปิ เทวโลเกปิ วสนฺตานํ อญฺเญสํ โสตาปนฺนาทีนํ สีเลน สมานเมว โหติ, นตฺถิ มคฺคผลสีเล ๑- นานตฺตํ. ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๘๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในโกฏิคาม แล้ว ตรัส เรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไป ยังนาทิกคาม ท่านพระ อานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนาทิกคามแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐที่นาทิกคาม นั้น ท่านพระอานนท์เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล พระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนามว่าสาฬหะ มรณภาพแล้วในนาทิกคาม คติและ ภพเบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน ภิกษุณีนามว่า นันทา มรณภาพแล้วใน นาทิกคาม คติและภพ เบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน อุบาสกนามว่า สุทัตตะ ... อุบาสิกา นามว่า สุชาดา ... อุบาสกนามว่า กกุธะ ... อุบาสกนามว่า การฬิมพะ ... อุบาสก นามว่า นิกฏะ ... อุบาสกนามว่า กฏิสสหะ ... อุบาสก นามว่า ตุฏฐะ ... อุบาสก นามว่า สันตุฏฐะ ... อุบาสกนามว่า ภฏะ ... อุบาสกนามว่า สุภฏะ ทำ กาละ แล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเขาเป็นไฉน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุนามว่าสาฬหะ กระทำให้ แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญา อันยิ่งของตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุณีนามว่า นันทา เพราะสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลก นั้นเป็นธรรมดา อุบาสกนามว่า สุทัตตะ เพราะ สังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะ ราคะ โทสะ โมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ อุบาสิกานามว่า สุชาดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เป็น พระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า อุบาสกนาม ว่า กกุธะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพาน ในภพนั้น มีอันไม่ กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อุบาสกนามว่า การฬิมพะ ... อุบาสกนามว่า นิกฏะ ... อุบาสกนามว่า กฏิสสหะ ... อุบาสกนามว่า ตุฏฐะ ...อุบาสกนามว่า สันตุฏฐะ ... อุบาสกนามว่า ภฏะ ... อุบาสก นามว่า สุภฏะ เพราะ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอัน ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ฯ ดูกรอานนท์ พวกอุบาสกในนาทิกคาม อีก ๕๐ คน กระทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่ กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา พวกอุบาสกในนาทิกคาม ๙๖ คน ทำกาละแล้วเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่ง ทุกข์ พวกอุบาสกในนาทิกคาม๕๑๐ คน ทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ ดูกรอานนท์ ข้อที่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วจะพึงทำกาละนั้นไม่อัศจรรย์ เมื่อผู้นั้นๆ ทำกาละแล้ว พวกเธอจักเข้าไปเฝ้าพระตถาคต แล้วทูลถามเนื้อความ นั้น อันนี้เป็นความลำบาก แก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น เราจักแสดงธรรมปริยาย ชื่อธรรมาทาส สำหรับที่จะให้อริยสาวกผู้ ประกอบแล้ว เมื่อจำนงอยู่ พึงพยากรณ์ ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดแห่ง สัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรต วิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้าดังนี้ ก็ธรรมปริยายชื่อว่า ธรรมา ทาส นั้น เป็นไฉน ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบ ด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งซึ่งโลก เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่น ยิ่งไปกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบาน แล้ว เป็น ผู้จำแนกพระธรรม ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวใน พระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะ ตน ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ คือคู่บุรุษสี่ บุรุษบุคคลแปด นี้พระสงฆ์ สาวกของ พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็น นาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันพระอริยะ ใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ แล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ แล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ ดูกรอานนท์ อันนี้แลคือธรรมปริยายชื่อว่าธรรมาทาส สำหรับที่จะให้ อริยสาวก ผู้ประกอบแล้ว เมื่อจำนงอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก สิ้นแล้ว มีกำเนิดแห่ง สัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมี อันจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐในนาทิกคามนั้น ทรงกระทำมีกถา นี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรม แล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ปัญญา อันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อม หลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ยายํ ทิฏฺฐีติ มคฺคสมฺปยุตฺตา สมฺมาทิฏฺฐิ. อริยาติ นิทฺโทสา. นิยฺยาตีติ นิยฺยานิกา. ตกฺกรสฺสาติ โย ตถาการี โหติ. สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ สพฺพวฏฺฏทุกฺขกฺขยตฺถํ. ทิฏฺฐิสามญฺญคตาติ สมานทิฏฺฐิภาวํ อุปคตา หุตฺวา วิหริสฺสนฺติ. วุฑฺฒิเยวาติ เอวํ วิหรนฺตานํ วุฑฺฒิเยว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานีติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๔๒] เอตเทว พหุลนฺติ อาสนฺนปรินิพฺพานตตา ภิกฺขู โอวทนฺโต ปุนปฺปุนํ เอตํเยว ธมฺมีกถํ กโรติ. อิติ สีลนฺติ เอวํ สีลํ เอตฺตกํ สีลํ. เอตฺถ จตุปาริสุทฺธิสีลํ สีลํ, จิตฺเตกคฺคตา สมาธิ, วิปสฺสนา ๒- ปญฺญาติ เวทิตพฺพา. สีลปริภาวิโตติ อาทีสุ ยสฺมึ สีเล ฐตฺวาว มคฺคสมาธึ ผลสมาธึ นิพฺพตฺเตนฺติ, โส เตน สีเลน ปริภาวิโต มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส. ยมฺหิ สมาธิมฺหิ ฐตฺวา มคฺคปญฺญํ ผลปญฺญํ นิพฺพตฺเตนฺติ, สา เตน สมาธินา ปริภาวิตา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา. ยสฺสํ ๓- ปญฺญาย ฐตฺวา มคฺคจิตฺตํ ผลจิตฺตํ นิพฺพตฺเตนฺติ, ตํ ตาย ปริภาวิตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๔๓] ยถาภิรนฺตนฺติ พุทฺธาทีนํ ๔- อนภิรติ ปริตสฺสิตา ๕- นาม นตฺถิ, ยถารุจึ ๖- ยถาอชฺฌาสยนฺติ ปน วุตฺตํ โหติ. อายามาติ เอหิ ยาม. "อยามา"ติปิ ปาโฐ, คจฺฉามาติ อตฺโถ. อานนฺทาติ ภควา สนฺติกาวจรนฺตํ ๗- เถรํ อาลปิ. ๘-
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๔ ฉ.ม.,อิ. พุทฺธานํ. ๕ อิ. ปริตสฺสนา, ฉ.ม. ปริตสฺสิตํ. ๖ ฉ.ม.,อิ. ยถารุจิ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๗ ฉ.ม.,อิ. สนฺติกาวจรตฺตา. ๘ ฉ.ม.,อิ. อาลปติ เถโร ปน "คณฺหถาวุโส ปตฺตจีวรานิ, ภควา อสุกฏฺฐานํ คนฺตุกาโม"ติ ภิกฺขูนํ อาโรเจสิ. ๑-
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๔๔-๑๔๕] อมฺพลฏฺฐิกาคมนํ อุตฺตานเมว. อถโข อายสฺมา สาริปุตฺโตติอาทิ สมฺปสานีทเย ๒- วิตฺถาริตํ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ทุสฺสีลอาทีนววณฺณนา
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๔๘] ปาฏลิคาเม ๓- อาวสถาคารนฺติ อาคนฺตุกานํ อาวสถเคหํ. ปาฏลิคาเม กิร นิจฺจกาลํ ทฺวินฺนํ ราชูนํ สหายกา อาคนฺตฺวา กุลานิ เคหโต นีหริตฺวา มาสํปิ อฑฺฒมาสํปิ วสนฺติ. เต มนุสฺสา นิจฺจูปทฺทูตา "เอเตสํ อาคตกาเล วสนฏฺฐานํ ภวิสฺสตี"ติ นครมชฺเฌ มหตึ สาลํ กริตฺวา ตสฺสา เอกสฺมึ ปเทเส ภณฺฑปฏิสามนฏฺฐานํ, เอกสฺมึ ปเทเส นิวาสนฏฺฐานํ อกํสุ. เต "ภควา อาคโต"ติ สุตฺวาว "อเมฺหหิ คนฺตฺวาปิ ภควา อาเนตพฺโพ สิยา, โส สยเมว อมฺหากํ วสนฏฺฐานํ สมฺปตฺโต, อชฺช ภควนฺตํ อาวสเถ มงฺคลํ วทาเปสฺสามา"ติ เอตทตฺถเมว อุปสงฺกมนฺตา. ตสฺมา เอวมาหํสุ. เยน อาวสถาคารนฺติ เต กิร "พุทฺธา นาม อรญฺญชฺฌาสยา อรญฺญารามา อนฺโตคาเม วสิตุํ อิจฺเฉยฺยุํ วา โน วา"ติ ภควโต มนํ อชานนฺตา อาวสถาคารํ อปฏิชคฺคิตฺวาว อาคมึสุ. อิทานิ ภควโต มนํ ญตฺวา "ปุเรตรํ คนฺตฺวา ปฏิชคฺคิสฺสามา"ติ เยนาวสถาคารํ, เตนุปสงฺกมึสุ. สพฺพสนฺถริตนฺติ ยถา สพฺพํ สนฺถตํ โหติ, เอวํ สนฺถรึ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๔๙] ทุสฺสีโลติ อสีโล นิสฺสีโล. สีลวิปนฺโนติ วิปนฺนสีโล ภินฺนสํวโร. ปมาทาธิกรณนฺติ ปมาทการณา.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อิทญฺจ สุตฺตํ คหฏฺฐานํ วเสน อาคตํ, ปพฺพชิตานํปิ ปน ลพฺภเตว. คหฏฺโฐ หิ เยน เยน สิปฺปุฏฺฐาเนน ๔- ชีวิตํ กปฺเปติ ยทิ กสิยา ยทิ วณิชฺชาย. ปาณาติปาตาทิวเสน ปมตฺโต ตนฺตํ ยถากาลํ สมฺปาเทตุํ น
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๓ ฉ.ม. ปาฏลิคมเน, อิ. ปาฏลิคามคมเนน ๔ ฉ.ม., อิ. สิปฺปฏฺฐาเนน สกฺโกติ, อถสฺส มูลํ วินสฺสติ, มาฆาตกาเล ปาณาติปาตํ ปน อทินฺนาทานญจ ๑- กโรนฺโต ทณฺฑวเสน มหตึ โภคชานึ นิคฺคจฺฉติ. ปพฺพชิโตปิ ทุสฺสีโล ปมาทการณา สีลโต พุทฺธวจนโต ฌานโต สตฺตอริยธนโต จ ชานึ นิคฺคจฺฉติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ตสฺส คหฏฺฐสฺส "อสุโก นาม อสุกกุเล ชาโต ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม ปริจฺจตฺตอิธโลกปรโลโก ๒- สลากภตฺตมตฺตํปิ น เทตี"ติ จตุปริสมชฺเฌ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ. ปพฺพชิตสฺส วา "อสุโก นาม นาสกฺขิ สีลํ รกฺขิตุํ, น พุทฺธวจนํ อุคฺคเหตุํ, เวชฺชกมฺมาทีหิ ชีวติ, ฉหิ อคารเวหิ สมนฺนาคโต"ติ เอวํ อพฺภุคฺคจฺฉติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อวิสารโทติ คหฏฺโฐ ตาว "อวสฺสํ พหุนฺนํ สนฺนิปาตฏฺฐาเน เกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสนฺติ, อถ มํ นิคฺคณฺหิสฺสนฺติ วา, ราชกุลสฺส วา ทสฺเสนฺตี"ติ ๓- สภโย อุปสงฺกมติ, มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโข อโธมุโข องฺคุฏฺฐเกน ภูมึ กสนฺโต นิสีทติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ, ปพฺพชิโตปิ "พหู ภิกฺขู สนฺนิปติตา, อวสฺสํ โกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสติ, อถ เม อุโปสถํปิ ปวารณํปิ ฐเปตฺวา สามญฺญโต จาเวตฺวา นิกฺกฑฺฒิสฺสนฺตี"ติ สภโย อุปสงฺกมติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ. เอกจฺโจ ปน ทุสฺสีโลปิ อทุสฺสีโล ๔- วิย จรติ, โสปิ อชฺฌาสเยน มงฺกุ โหติเยว.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตีติ ตสฺส หิ มรณมญฺเจ นิปนฺนสฺส ทุสฺสีลกมฺเม สมาทาย วตฺติตฏฺฐานํ ๕- อาปาถํ อาคจฺฉติ, โส อุมฺมิเลตฺวา อิธโลกํ ปสฺสติ, นิมฺมิเลตฺวา ปรโลกํ ปสฺสติ, ตสฺส จตฺตาโร อปายา อุปฏฺฐหนฺติ, สตฺติสเตน สีเส ปหริยมาโน วิย โหติ, โส "วาเรถ, วาเรถา"ติ วิรวนฺโต มรติ. เตน วุตฺตํ "สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตี"ติ. ปญฺจมปทํ อุตฺตานเมว.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๕๐] อานิสํสกถา วุตฺตวิปริยาเยน เวทิตพฺพา.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๕๑] พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถายาติ อญฺญาย ปาลิมุตฺติกาย ธมฺมีกถาย เจว อาวสถานุโมทนกถาย จ อากาสคงฺคํ โอตาเรนฺโต วิย, โยชนปฺปมาณํ มหามธุํ ปีเฬตฺวา มธุปานํ ปาเยนฺโต วิย พหุเทว รตฺตึ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๓ ฉ.ม. ทสฺสนฺตีติ ๔ ฉ.ม.,อิ. ทปฺปิโต ๕ ฉ.ม. ปวตฺติตฏฺฐานํ, อิ. ปวตฺติตํ ฐานํ สนฺตปฺเปตฺวา ๑- สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมฺปหํเสตฺวา ขยวยํ อุปฏฺฐเปตฺวา อุยฺโยเชติ. ๑- อภิกฺกนฺตาติ นิกฺขนฺตา ๒- ขีณา. สุญฺญาคารนฺติ ปาฏิเยกฺกํ สุญฺญาคารํ นาม นตฺถิ, ตตฺเถว ปน เอกปสฺเส สาณิปากาเรน ปริกฺขิปิตฺวา "อิธ สตฺถา วิสฺสมิสฺสตี"ติ มญฺจกํ ปญฺญาเปสุํ. ภควา "จตูหิปิ อิริยาปเถหิ ปริภุตฺตํ เอเตสํ มหปฺผลํ ภวิสฺสตี"ติ ตตฺถ สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ. ตํ สนฺธาย วุตฺตํ "สุญฺญาคารํ ปาวิสี"ติ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ปาฏลิปุตฺตนครมาปนวณฺณนา
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๑๕๒] สุนีธวสฺสการาติ สุนีโธ จ วสฺสกาโร จ เทฺว พฺราหฺมณา. มคธมหามตฺตาติ มคธรญฺโญ มหามตฺตา มหาอมจฺจา, มคธรฏฺเฐ วา มหามตฺตา มหติยา อิสฺสริยมตฺตาย สมนฺนาคตาติ มคธมหามตฺตา. ปาฏลิคาเม นครนฺติ ปาฏลิคามํ นครํ กตฺวา มาเปนฺติ. วชฺชีนํ ปฏิพาหายาติ วชฺชิราชกุลานํ อายมุขปจฺฉินฺทนตฺถํ.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สหสฺเสวาติ ๓- เอเกกวคฺควเสน สหสฺสํ สหสฺสํ หุตฺวา. วตฺถูนีติ ฆรวตฺถูนิ. จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุนฺติ รญฺญญฺจ ๔- ราชมหามตฺตานญฺจ นิเวสนานิ มาเปตุํ วตฺถุวิชฺชาปาฐกานํ จิตฺตานิ นมนฺติ. เต กิร อตฺตโน สิปฺปานุภาเวน เหฏฺฐา ปฐวิยา ตึสหตฺถมตฺเต ฐาเน "อิธ นาคคฺคาโห อิธ ยกฺขคฺคาโห อิธ ภูตคฺคาโห ปาสาโณ วา ขาณุโก วา อตฺถี"ติ ปสฺสนฺติ. เต ตทา สิปฺปํ ชปฺปิตฺวา เทวตาหิ สทฺธึ มนฺตยมานา วิย มาเปนฺติ. อถวา เตสํ สรีเร เทวตา อธิมุจฺจิตฺวา ตตฺถ ตตฺถ นิเวสนานิ มาเปตุํ จิตฺตํ นาเมนฺติ. ตา จตูสุ โกเณสุ ขาณุเก โกฏฺเฏตฺวา วตฺถุมฺหิ คหิตมตฺเต ปริคฺคณฺหนฺติ. ๕- สทฺธานํ กุลานํ สทฺธา เทวตาว ตถา กโรนฺติ, อสฺสทฺธานํ กุลานํ อสฺสทฺธา เทวตา. กึการณา? สทฺธานญฺหิ เอวํ โหติ "อิธ มนุสฺสา นิเวสนํ ๖- มาเปตฺวา ปฐมํ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย