ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๙๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในนาทิกคาม แล้ว ตรัส เรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยัง เมืองเวสาลี ท่าน พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองเวสาลีแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับในอัมพปาลีวัน เขตเมือง เวสาลีนั้น ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ อยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับเธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณา เห็น เวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ ประกอบด้วยสัมปชัญญะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้กระทำความรู้ตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการ เหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง อย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสัมปชัญญะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเรา สำหรับเธอ ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@ขยวยํ อุเปตา ๓ ฉ.ม.,ม. สหสฺสสฺเสวาติ, อิ. สหสฺส สหสฺเสวาติ ๔ อิ. รญฺญา จ

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๙๑] นางอัมพปาลีคณิกา ได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงเมือง เวสาลี ประทับอยู่ ณ อัมพวันของเรา เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้น นางอัมพปาลีคณิกา สั่งให้จัดยานที่ดีๆ แล้ว ขึ้นยานออกจากเมืองเวสาลีตรงไปยังอารามของตน จน ตลอดภูมิประเทศเท่าที่ยานจะไปได้ ลงจากยานเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มี พระภาคทรงยังนางอัมพปาลีคณิกาผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งให้เห็น แจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา นางอัมพปาลีคณิกา อันพระผู้มีพระภาค ทรง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตของหม่อม ฉันในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ลำดับ นั้น นางอัมพปาลีคณิกาทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับแล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณหลีกไป แล้ว ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๕ ฉ.ม.,อิ. ปฏิวิคจฺฉนฺติ ๖ อิ. นิเวสนานิ ภิกฺขุสํฆํ นิสีทาเปตฺวา มงฺคลํ วาเจสฺสนฺติ, ๑- อถ มยํ สีลวนฺตานํ ทสฺสนํ, ธมฺมกถํ ปญฺหาวิสชฺชนํ อนุโมทนญฺจ โสตุํ ลภิสฺสาม, มนุสฺสา ทานํ ทตฺวา อมฺหากํ ปตฺตึ ทสฺสนฺตี"ติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตาวตึเสหีติ ยถา หิ เอกสฺมึ กุเล เอกํ ปณฺฑิตมนุสฺสํ, เอกสฺมึ วา วิหาเร เอกํ พหุสฺสุตํ ภิกฺขุํ อุปาทาย "อสุกกุเล มนุสฺสา ปณฺฑิตา, อสุกวิหาเร ภิกฺขู พหุสฺสุตา"ติ สทฺโท อพฺภุคฺคจฉติ, เอวเมว สกฺกํ เทวราชานํ วิสฺสกมฺมญฺจ ๒- เทวปุตฺตํ อุปาทาย "ตาวตึสา ปณฺฑิตา"ติ สทฺโท อพฺภุคฺคโต. เตนาห "ตาวตึเสหี"ติ. ตาวตึเสหิ สทฺธึ มนฺเตตฺวา วิย มาเปนฺตีติ อตฺโถ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ยาวตา อริยํ อายตนนฺติ ยตฺตกํ อริยมนุสฺสานํ โอสรณฏฺฐานํ นาม อตฺถิ. ยาวตา วณิปฺปโถติ ยตฺตกํ วาณิชานํ อาภตภณฺฑสฺส ราสิวเสน วา ๓- กยวิกฺกยฏฺฐานํ นาม, วาณิชานํ วสนฏฺฐานํ วา อตฺถิ. อิทํ อคฺคนครนฺติ เตสํ อริยายตนวณิปฺปถานํ อิทํ อคฺคนครํ เชฏฺฐกํ ปาโมกฺขํ ภวิสฺสตีติ. ปุฏเภทนนฺติ ภณฺฑปุฏเภทนฏฺฐานํ, ภณฺฑภณฺฑิกานํ ๔- โมจนฏฺฐานนฺติ วุตฺตํ โหติ. สกลชมฺพูทีเป อลทฺธภณฺฑํปิ หิ อิเธว ลภิสฺสนฺติ, อญฺญตฺถ วิกฺกเยน อคจฺฉนฺตํปิ ๕- จ อิเธว คมิสฺสติ. ๕- ตสฺมา อิเธวปุฏํ ภินฺทิสฺสตีติ อตฺโถ. จตูสุ หิ นครทฺวาเรสุ จตฺตาริ นครมชฺเฌ ๖- เอกนฺติ เอวํ ทิวเส ทิวเส ปญฺจ สตสหสฺสานิ อุฏฺฐหิสฺสนฺตีติ ทสฺเสติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อคฺคิโต วาติอาทีสุ จการฏฺโฐ วาสทฺโท, อคฺคินา จ อุทเกน จ มิถุเภเทน วา ๗- นสฺสิสฺสตีติ อตฺโถ. เอกโกฏฺฐาโส อคฺคินา นสฺสิสฺสติ, นิพฺพาเปตุํ น สกฺขิสฺสนฺติ. เอกํ คงฺคา คเหตฺวา คมิสฺสติ. เอโก "อิมินา อกถิตํ อมุสฺส, อมุนา อกถิตํ อิมสฺสา"ติ วทนฺตานํ ปิสุณวาจานํ วเสน ภินฺนานํ มนุสฺสานํ อญฺญมญฺญเภเทเนว นสฺสิสฺสตีติ อตฺโถ. อิติ วตฺวา ภควา ปจฺจูสกาเล คงฺคาย ตีรํ คนฺตฺวา กตมุขโธวโน ภิกฺขาจารกาลํ ๘- อาคมยมาโน นิสีทิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม., อิ. ราสิวเสเนว ๔ ม. ภณฺฑคณฺฐิกานํ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๕-๕ ม. อาคจฺฉนฺตมฺปิ อิเธวาคมิสฺสติ ๖ ฉ.ม., อิ. สภายํ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๗ ฉ.ม., อิ. จ. ๘ ฉ.ม., อิ. ภิกฺขาจารเวลายํ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๕๓] สุนีธวสฺสการาปิ "อมฺหากํ ราชา สมณสฺส โคตมสฺส อุปฏฺฐาโก, โส อเมฺห ปุจฺฉิสฺสติ, `สตฺถา กิร ปาฏลิคามํ อคมาสิ, ตสฺส สนฺติกํ อุปสงฺกมิตฺถ น อุปสงฺกมิตฺถา'ติ. อุปสงฺกมิมฺหาติ จ วุตฺเต `นิมนฺตยิตฺถ น นิมนฺตยิตฺถา'ติ จ ปุจฺฉิสฺสติ. น นิมนฺตยิมฺหาติ จ วุตฺเต อมฺหากํ โทสํ อาโรเปตฺวา นิคฺคณฺหิสฺสติ. อิทญฺจาปิ มยํ อกตฺฏฺฐาเน ๑- นครํ มาเปม, สมณสฺส โข ปน โคตมสฺส คตคตฏฺฐาเน กาฬกณฺณี สตฺตา ปฏิกฺกมนฺตีติ. ๒- ตํ มยํ นครมงฺคลํ วาจาเปสฺสามา"ติ ๓- จินฺเตตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา นิมนฺตยึสุ. ตสฺมา "อถโข สุนีธวสฺสการา"ติ อาทิ วุตฺตํ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปุพฺพณฺหสมยนฺติ ปุพฺพณฺหกาเล. นิวาเสตฺวาติ คามปฺปเวสนนีหาเรน นิวาสนํ นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา. ปตฺตจีวรมาทายาติ ปตฺตญฺจ จีวรญฺจ อาทิยิตฺวา กายปฏิพทฺธํ กตฺวา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สีลวนฺเตตฺถาติ สีลวนฺเต ๔- เอตฺถ. สญฺญเตติ กายวาจามเนหิ สญฺญเต.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตาสํ ทกฺขิณมาทิเสติ สํฆสฺส ทินฺเน จตฺตาโร ปจฺจเย ตาสํ ฆรเทวตานํ อาทิเสยฺย, ปตฺตึ ทเทยฺย. ปูชิตา ปูชยนฺตีติ "อิเม มนุสฺสา อมฺหากํ ญาตกาปิ น โหนฺติ, เอวํปิ โน ปตฺตึ เทนฺตี"ติ อารกฺขํ สุสํวิทหิตํ ๕- กโรถาติ สุฏฺฐุ อารกฺขํ กโรนฺติ. มานิตา มานยนฺตีติ กาลานุกาลํ พลิกมฺมกรเณน มานิตา "เอเต มนุสฺสา อมฺหากํ ญาตกาปิ น โหนฺติ, จตุมาสฉมาสนฺตเรว โน พลิกมฺมํ กโรนฺตี"ติ มาเนนฺติ, มาเนนฺติโย อุปฺปนฺนปริสฺสยํ หรนฺติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตโต นนฺติ ตโต นํ ปณฺฑิตชาติกํ มนุสฺสํ. โอรสนฺติ อุเร ฐเปตฺวา สํวฑฺฒิตํ, ยถา มาตา โอรสํ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺตี ๖- อุปฺปนฺนปริสฺสยสฺส หรณตฺถํ ๖- วายมติ, เอวํ อนุกมฺปนฺตีติ อตฺโถ. ภทฺรานิ ปสฺสตีติ สุนฺทรานิ ปสฺสติ.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๔๘

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”