ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๐๑] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้แล ๘ ประการ เป็น ไฉน คือ ภิกษุเห็นรูป อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง ฯ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่สอง ฯ ภิกษุน้อมใจไปว่า สิ่งนี้งาม อันนี้ เป็นวิโมกข์ข้อที่สาม ฯ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจ ซึ่งนานัตตสัญญา ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้ อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สี่ ฯ เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้ อยู่ อันนี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ห้า ฯ เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า น้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่หก ฯ เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานา สัญญายตนะอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่เจ็ด ฯ เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง ภิกษุ เข้าถึงสัญญา เวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่แปด ฯ ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้แล ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๐๒] ดูกรอานนท์ สมัยหนึ่ง เราแรกตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธแทบฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้น มารผู้มีบาป ได้เข้าไปหาเราถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหา แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นมาร ผู้มีบาปยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค จงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้ เถิด บัดนี้เป็นเวลา ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า ดูกร มาร ผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่ แกล้วกล้า ไม่ เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่าย ไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด เราจักยังไม่ ปรินิพพานเพียงนั้น ฯ ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด เราจัก ยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯ ดูกรมารผู้มีบาป อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด เราจัก ยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯ ดูกรมารผู้มีบาป อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด เรา จักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯ ดูกรมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเรานี้จักยังไม่สมบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กัน โดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดามนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว เพียงใด เราจักไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น ดูกรอานนท์ วันนี้เมื่อกี้นี้เอง มารผู้มีบาปได้เข้ามาหาเราที่ปาวาลเจดีย์ ครั้นเข้ามาหา แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มารผู้มีบาปครั้นยืนเรียบร้อย แล้วได้กล่าวกะ เราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจง ปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพาน ของพระผู้มีพระภาค ก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัส พระวาจานี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด ... ภิกษุณี ผู้เป็นสาวิกา ของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด ... อุบาสกผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่เฉียบ แหลม ... เพียงใด ... อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ... เพียงใด ... พรหมจรรย์ ของเรานี้จักยังไม่สมบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กัน โดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดา และมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เรา จักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มี พระภาคสมบูรณ์แล้ว กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็น ปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานใน บัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของ พระผู้มีพระภาค ฯ ดูกรอานนท์ เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความ ขวนขวายน้อยเถิด ความปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีไม่ช้า โดย ล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคต ก็จักปรินิพพาน ดูกรอานนท์ วันนี้เมื่อกี้นี้ ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขารแล้ว ที่ปาวาล เจดีย์ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรง ดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อ ประโยชน์ของชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชนเป็น อันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เวลานี้อย่าเลย อย่าวิงวอนตถาคตเลย บัดนี้มิใช่เวลาที่จะวิงวอนตถาคต แม้ครั้งที่สอง ... แม้ ครั้งที่สาม ... ท่านพระอานนท์ ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อ ประโยชน์ของชนเป็นอันมาก เพื่อ ความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ ดูกรอานนท์ เธอเชื่อความตรัสรู้ของตถาคตหรือ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เชื่อ ฯ ดูกรอานนท์ เมื่อเชื่อ ไฉนเธอจึงแค่นได้ตถาคตถึงสามครั้งเล่า ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังมาได้รับมา เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ อิทธิบาททั้ง ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำ ให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว อบรม แล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้น เมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูกรอานนท์ อิทธิบาททั้ง ๔ ตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้ เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่ จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ฯ ดูกรอานนท์ เธอเชื่อหรือ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เชื่อ ฯ ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว เพราะว่า เมื่อ ตถาคตทำนิมิตอันหยาบ ทำโอภาสอันหยาบอย่างนี้ เธอมิอาจรู้ทัน จึงมิได้วิงวอนตถาคตว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคต จงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ ของชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชน เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจา เธอ เสียสองครั้งเท่านั้น ครั้นครั้งที่สาม ตถาคตพึงรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึง เป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@ อิ. มรณสํวณฺณํ ๔ อิ. กเถนฺติ นาม ๕ ฉ.ม. อาโรเปสฺสนฺติ สาริปุตฺตา"ติ. "อตฺถิ ภนฺเต มคเธสุ นาลกคาเม ชาโตวรโก, ตตฺถาหํ ปรินิพฺพายิสฺสามี"ติ วุตฺเต "ยสฺสทานิ ตฺวํ สาริปุตฺต กาลํ มญฺญสิ, อิทานิ ปน เต เชฏฺฐกนิฏฺฐภาติกานํ ตาทิสสฺส ภิกฺขุโน ทสฺสนํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสตีติ เทเสหิ เตสํ ธมฺมนฺ"ติ อาห.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เถโร "สตฺถา มยฺหํ อิทฺธิวิกุพฺพนปุพฺพงฺคมํ ธมฺมเทสนํ ปจฺจาสึสตี"ติ ญตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ตาลปฺปมาณํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ปุน โอรุยฺห ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ยาว ๑- สตฺตตาลปฺปมาเณ อนฺตลิกฺเข ฐิโต อิทธิวิกุพฺพนํ ทสฺเสตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ. สกลนครํ สนฺนิปติ. เถโร โอรุยฺห ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา "คมนกาโล เม ภนฺเต"ติ อาห. ภควา ๒- ธมฺมาสเน นิสินฺโน "ปฏิปาเทสฺสามี"ติ ๒- ธมฺมาสนา อุฏฺฐาย คนฺธกุฏิอภิมุโข คนฺตฺวา มณิผลเก ๓- อฏฺฐาสิ. เถโร ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา จตูสุ ฐาเนสุ วนฺทิตฺวา:- "ภควา อิโต กปฺปสตสหสฺสาธิกสฺส อสงฺเขยฺยสฺส อุปริ อโนมทสฺสิสมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาทมูเล นิปติตฺวา ตุมฺหากํ ทสฺสนํ ปตฺเถสึ, สา เม ปตฺถนา สมิทฺธา, ทิฏฺฐา ตุเมฺห, ตํ ปฐมํ ทสฺสนํ, อิทํ ปจฺฉิมทสฺสนํ. ปุน ตุมฺหากํ ทสฺสนํ นตฺถี"ติ วตฺวา ทสนขสโมธานสมุชฺชลํ อญฺชลึ ปคฺคยฺห ยาว ทสฺสนวิสโย, ตาว อภิมุโขว ปฏิกฺกมิตฺวา "อิโต ปฏฺฐาย จุติปฏิสนฺธิวเสน กิสฺมิญฺจิ ฐาเน คมนาคมนํ นาม นตฺถี"ติ วนฺทิตฺวา ปกฺกามิ. อุทกปริยนฺตํ กตฺวา มหาภูมิจาโล อโหสิ. ภควา ปริวาเรตฺวา ฐิตภิกฺขู อาห "อนุคจฺฉถ ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เชฏฺฐภาติกนฺ"ติ. ภิกฺขู ยาว ทฺวารโกฏฺฐกา อคมํสุ. เถโร "ติฏฺฐถ ตุเมฺห อาวุโส อปฺปมตฺตา โหถา"ติ นิวตฺตาเปตฺวา อตฺตโน ปริสาเยว สทฺธึ ปกฺกามิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มนุสฺสา "ปุพฺเพ อยฺโย ปจฺจาคมนจาริกํ จรติ, อิทํทานิ คมนํ น ปุน ปจฺจาคมนายา"ติ ปริเทวนฺตา อนุพนฺธึสุ. เตปิ "อปฺปมตฺตา โหถ, อาวุโส เอวํภาวิโน นาม สงฺขารา"ติ นิวตฺตาเปสิ. อถโข อายสฺมา สาริปุตฺโต อนฺตรามคฺเค สตฺตาหํ มนุสฺสานํ อนุคฺคหํ กโรนฺโต สายํ นาลกคามํ ปตฺวา คามทฺวาเร นิโคฺรธรุกฺขมูเล อฏฺฐาสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ อิ. มณิปลฺลงฺเก

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อถ อุปเรวโต นาม เถรสฺส ภาคิเนยฺโย พหิคามํ คจฺฉนฺโต เถรํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ. เถโร ตํ อาห "อตฺถิ เคเห เต อยฺยิกา"ติ. อาม ภนฺเตติ. คจฺฉ อมฺหากํ อิธาคตภาวํ อาโรเจหิ, "กสฺมา อาคโต"ติ จ วุตฺเต "อชฺช กิร เอกทิวสํ อนฺโตคาเม ภวิสฺสติ, ชาโตวรกํ ปฏิชคฺคถ, ปญฺจนฺนญฺจ ภิกฺขุสตานํ วสนฏฺฐานํ ชานาถา"ติ. โส คนฺตฺวา "อยฺยิเก มยฺหํ มาตุโล อาคโต"ติ อาห. อิทานิ กุหินฺติ. คามทฺวาเรติ. เอกโกว, อญฺโญปิ โกจิ อตฺถีติ. อตฺถิ ปญฺจสตา ภิกฺขูติ. กึการณา อาคโตติ. โส ตํ ปวุตฺตึ ๑- อาโรเจสิ. พฺราหฺมณี "กึ นุ โข เอตฺตกานํ วสนฏฺฐานํ ปฏิชคฺคาเปติ, ทหรกาเล ปพฺพชิตฺวา มหลฺลกกาเล คิหี โหตุกาโม"ติ จินฺเตนฺตี ชาโตวรกํ ปฏิชคฺคาเปตฺวา ปญฺจสตานํ ภิกฺขูนํ วสนฏฺฐานํ กาเรตฺวา ทณฺฑทีปเก ๒- ชาเลตฺวา เถรสฺส ปาเหสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เถโร ภิกฺขูหิ สทฺธึ ปาสาทํ อภิรุหิ, อภิรุหิตฺวา จ ชาโตวรกํ ปวิสิตฺวา นิสีทิ. นิสชฺเชว "ตุมฺหากํ วสนฏฺฐานํ คจฺฉถา"ติ ภิกฺขู อุยฺโยเชสิ. เตสุ คตมตฺเตสุเยว เถรสฺส ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ, โลหิตปกฺขนฺทิกา มรณนฺติกา ๓- เวทนา วตฺตนฺติ, เอกํ ภาชนํ ปวิสติ, เอกํ นิกฺขมติ. พฺราหฺมณี "มม ปุตฺตสฺส ปวตฺติ มยฺหํ น รุจฺจตี"ติ อตฺตโน วสนคพฺภทฺวารํ นิสฺสาย อฏฺฐาสิ. จตฺตาโร มหาราชาโน "ธมฺมเสนาปติ กุหึ วิหรตี"ติ โอโลเกนฺตา "นาลกคาเม ชาโตวรเก ปรินิพฺพานมญฺเจ นิปนฺโน, ปจฺฉิมทสฺสนํ คมิสฺสามา"ติ อาคมฺม วนฺทิตฺวา อฏฺฐํสุ. เถโร เก ตุเมฺหติ ปุจฺฉิ. อเมฺห ๔- มหาราชาโน ภนฺเตติ. กสฺมา อาคตตฺถาติ. คิลานูปฏฺฐากา ภวิสฺสามาติ. โหตุ อตฺถิ คิลานูปฏฺฐาโก, คจฺฉถ ตุเมฺหติ อุยฺโยเชสิ. เตสํ คตาวสาเน เตเนว นเยน สกฺโก เทวานมินฺโท. ตสฺมึ คเต สุยามาทโย มหาพฺรหฺมา จ อาคมึสุ. เตปิ ตเถว เถโร อุยฺโยเชสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พฺราหฺมณี เทวตานํ อาคมนญฺจ คมนญฺจ ทิสฺวา "เก นุ โข เอเต มม ปุตฺตํ วนฺทิตฺวา วนฺทิตฺวา คจฺฉนฺตี"ติ เถรสฺส คพฺภทฺวารํ คนฺตฺวา "ตาต

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม. มารณนฺติกา เอวมุปริปิ ๔ ฉ.ม., อิ. อเมฺหติ สทฺโท น ทิสฺสติ จุนฺท กา ปวตฺตี"ติ ปุจฺฉิ. โส ตํ ปวุตฺตึ อาจิกฺขิตฺวา "มหาอุปาสิกา ภนฺเต อาคตา"ติ อาห. เถโร "กสฺมา อเวลาย อาคตตฺถา"ติ ปุจฺฉิ. สา "ตุมฺหากํ ตาต ทสฺสนตฺถายา"ติ วตฺวา "ตาต เก ปฐมํ อาคตา"ติ ปุจฺฉิ. จตฺตาโร มหาราชาโน อุปาสิเกติ. ตาต ตฺวํ จตูหิ มหาราเชหิ มหนฺตตโรติ. อารามิกสทิสา เอเต อุปาสิเก, อมฺหากํ สตฺถุโน ปฏิสนฺธิคฺคหณโต ปฏฺฐาย ขคฺคหตฺถา หุตฺวา อารกฺขํ อกํสูติ. เตสํ ตาต คตาวสาเน โก อาคโตติ. สกฺโก เทวานมินฺโทติ. เทวราชโตปิ ตฺวํ ตาต มหนฺตตโรติ. ภณฺฑคฺคาหกสามเณรสทิโส เอส อุปาสิเก, อมฺหากํ สตฺถุโน ตาวตึสโต โอตรณกาเล ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา โอติณฺโณติ. ตสฺส ตาต คตาวสาเน โชตมาโน วิย โก อาคโตติ. อุปาสิเก ตุยฺหํ ภควา จ สตฺถา จ สุทฺธาวาสมหาพฺรหฺมา นาม เอโสติ. มยฺหํ ภควโต มหาพฺรหฺมโตปิ ตฺวํ ตาต มหนฺตตโรติ. อาม อุปาสิเก, เอเต นาม กิร อมฺหากํ สตฺถุโน ชาตทิวเส จตฺตาโร มหาพฺรหฺมาโน มหาปุริสํ สุวณฺณชาเลน ปฏิคฺคณฺหึสูติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อถ พฺราหฺมณิยา "ปุตฺตสฺส ตาว เม อยํ อานุภาโว, กีทิโส วต มยฺหํ ปุตฺตสฺส ภควโต สตฺถุ อานุภาโว ภวิสฺสตี"ติ จินฺตยนฺติยา สหสา ปญฺจวณฺณา ปีติ อุปฺปชฺชิตฺวา สกลสรีรํ ๑- ผริ. เถโร "อุปฺปนฺนํ เม มาตุ ปีติโสมนสฺสํ, อยํ อิทานิ กาโล ธมฺมเทสนายา"ติ จินฺเตตฺวา "กึ จินฺเตสิ มหาอุปาสิเก"ติ อาห. สา "ปุตฺตสฺส ตาว เม อยํ คุโณ, สตฺถุ ปนสฺส กีทิโส คุโณ ภวิสฺสตีติ อิทํ ตาต จินฺเตมี"ติ อาห. มหาอุปาสิเก มยฺหํ สตฺถุ ชาตกฺขเณ มหาภินิกฺขมเน สมฺโพธิยํ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน จ ทสสหสฺสี โลกธาตุ กมฺปิตฺถ, สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติยา วิมุตฺติญาณทสฺสเนน สโม นาม นตฺถิ, อิติปิ โส ภควาติ วิตฺถาเรตฺวา พุทฺธคุณปฏิสํยุตฺตํ ธมฺมเทสนํ กเถสิ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พฺราหฺมณี ปิยปุตฺตสฺส ธมฺมเทสนาปริโยสาเน โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาย ปุตฺตํ อาห "ตาต อุปติสฺส, กสฺมา เอวมกาสิ, เอวรูปํ นาม อมตํ มยฺหํ เอตฺตกํ กาลํ น อทาสี"ติ. เถโร "ทินฺนํทานิ เม มาตุยา สาริยา ๒-

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๕

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”