ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๒๑] ดูกรปุกกุสะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ในโรงกระเดื่องในเมืองอาตุมา สมัยนั้น เมื่อฝนกำลังตก ตกอย่างหนัก ฟ้าลั่นอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ ชาวนาสองพี่น้อง และโคพลิพัทสี่ตัวถูก สายฟ้าฟาด ในที่ใกล้โรงกระเดื่อง ลำดับนั้น หมู่มหาชน ในเมืองอาตุมา พากันออกมา แล้ว เข้าไปหาชาวนาสองพี่น้องนั้น และโคพลิพัท สี่ตัว ซึ่งถูกสายฟ้าฟาด ดูกรปุกกุสะ สมัยนั้นเรา ออกจากโรงกระเดื่อง จงกรมอยู่ในที่แจ้ง ใกล้ประตูโรงกระเดื่อง ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่ง ออกมาจากหมู่มหาชนนั้น เข้ามาหาเรา ครั้นเข้ามาหาแล้ว อภิวาทเราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งเ ราได้กล่าวกะบุรุษนั้น ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ หมู่มหาชนนั้นประชุมกันทำไมหนอ ฯ บ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อกี้นี้ เมื่อฝนกำลังตก ตกอย่างหนัก ฟ้าลั่นอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ ชาวนาสองพี่น้อง และโคพลิพัทสี่ตัวถูกสายฟ้าฟาด หมู่มหาชน ประชุมกัน เพราะเหตุนี้ ก็ท่าน อยู่ในที่ไหนเล่า ฯ เราอยู่ในที่นี้เอง ฯ ก็ท่านไม่เห็นหรือ ฯ เราไม่ได้เห็น ฯ ก็ท่านไม่ได้ยินเสียงหรือ ฯ เราไม่ได้ยิน ฯ ก็ท่านหลับหรือ ฯ เราไม่ได้หลับ ฯ ก็ท่านยังมีสัญญาหรือ ฯ อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ ฯ ก็ท่านยังมีสัญญาตื่นอยู่ เมื่อฝนกำลังตก ตกอย่างหนัก ฟ้าลั่นอยู่ ฟ้า ผ่าอยู่ ไม่ได้ เห็น และ ไม่ได้ยินเสียงหรือ ฯ อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ ฯ ดูกรปุกกุสะ ลำดับนั้น บุรุษนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์หนอ เหตุไม่เคย มีมามีแล้ว พวกบรรพชิตย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ ดังที่ท่าน ผู้ยังมีสัญญาตื่นอยู่ เมื่อฝนกำลังตก ตกอย่างหนัก ฟ้าลั่นอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ ไม่ได้ เห็น และไม่ได้ยินเสียงบุรุษนั้น ประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในเรา กระทำ ประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ปุกกุสมัลลบุตรได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์โปรยความเลื่อมใสในอาฬารดาบส กาลามโคตร ลงในพายุใหญ่ หรือลอยเสียในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอก ทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอ พระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้า พระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วัน นี้เป็นต้นไป ฯ ลำดับนั้น ปุกกุสมัลลบุตรสั่งบุรุษคนหนึ่งว่า ดูกรพนาย ท่านจงช่วยนำ คู่ผ้าเนื้อ ละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงของเรามา บุรุษนั้นรับคำปุกกุสมัลล บุตรแล้ว นำคู่ผ้าเนื้อ ละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงของเขามาแล้ว ปุกกุส มัลลบุตร จึงน้อมคู่ผ้า เนื้อละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น เข้าไปถวาย แด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ คู่ผ้าเนื้อละเอียดมีสีดังทองสิงคีนี้ เป็นผ้าทรง ขอพระผู้มีพระภาคจงอาศัยความอนุเคราะห์ ทรงรับคู่ผ้านั้นของข้า พระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุกกุสะ ถ้าเช่นนั้นท่านจงให้เรา ครอง ผืนหนึ่ง ให้อานนท์ครองผืนหนึ่ง ปุกกุสมัลลบุตรรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค แล้ว ยังพระผู้มีพระภาคให้ทรงครองผืนหนึ่ง ให้ท่านพระอานนท์ครองผืนหนึ่ง ลำดับนั้น พระผู้มี พระภาคทรงยังปุกกุสมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ปุกกุสมัลลบุตร อันพระผู้มีพระภาคทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วย ธรรมีกถาแล้วลุกจากอาสนะ ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อิเมสุ โข อานฺนท ทฺวีสุ กาเลสูติ กสฺมา อิเมสุ ทฺวีสุ กาเลสุ เอวํ โหติ? อาหารวิเสเสน เจว พลวโสมนสฺเสน จ. เอเตสุ ทฺวีสุ กาเลสุ สกลจกฺกวาฬเทวตา อาหาเร โอชํ ปกฺขิปนฺติ, ตํ ปน โภชนํ ๔- กุจฺฉึ ปวิสิตฺวา ปสนฺนรูปํ สมุฏฺฐาเปติ. อาหารสมุฏฺฐานรูปสฺส ปสนฺนตฺตา มนจฺฉฏฺฐานิ อินฺทฺริยานิ อติวิย วิโรจนฺติ. สมฺโพธิทิวเส จสฺส "อเนกกปฺปโกฏิสตสหสฺสสญฺจิโต วต เม กิเลสราสิ อชฺช ปหีโน"ติ อาวชฺเชนฺตสฺส ๕- พลวโสมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ, จิตฺตํ ปสีทติ, จิตฺเต ปสนฺเน โลหิตํ ปสีทติ, โลหิเต ปสนฺเน มนจฺฉฏฺฐานิ อินฺทฺริยานิ อติวิย วิโรจนฺติ. ปรินิพฺพานทิวเส "อชฺชทานาหํ อเนเกหิ พุทฺธสตสหสฺเสหิ ปวิฏฺฐํ อมตมหานิพฺพานนครํ ๖- ปวิสิสฺสามี"ติ อาวชฺเชนฺตสฺส พลวโสมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ, จิตฺตํ ปสีทติ, จิตฺเต ปสนฺเน โลหิตํ ปสีทติ, โลหิเต ปสนฺเน มนจฺฉฏฺฐานิ อินฺทฺริยานิ อติวิย วิโรจนฺติ. อิติ อาหารวเสน ๗- เจว พลวโสมนสฺเสน จ อิเมสุ ทฺวีสุ กาเลสุ เอวํ โหตีติ เวทิตพฺพํ. อุปวตฺตเนติ ปาจีนโต นิวตฺตนสาลวเน. อนฺตเร ๘- ยมกสาลานนฺติ ยมกสาลรุกฺขานํ มชฺเฌ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@อิ. ปจฺฉินฺนปภา ๔ ฉ.ม.,อิ. ปณีตโภชนํ ๕ ฉ.ม. อาวชฺชนฺตสฺส เอวมุปริปิ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๖ ฉ.ม.,อิ. อมตมหานิพฺพานํ นาม นครํ ๗ ฉ.ม.,อิ. อาหารวิเสเสเนว

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๘ ฉ.ม.,อิ. อนฺตเรน

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สิงฺคีวณฺณนฺติ คาถา สงฺคีติกาเล ฐปิตา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๙๖] นฺหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จาติ เอตฺถ ตทา กิร ภควติ นฺหายนฺเต อนฺโตนทิยํ มจฺฉกจฺฉปา จ อุภโต ตีเรสุ วนสณฺโฑ จ สพฺพํ สุวณฺณวณฺณเมว อโหสิ. ๑- อมฺพวนนฺติ ตสฺสาเยว นทิยา ตีเร อมฺพวนํ. อายสฺมนฺตํ จุนฺทกนฺติ ตสฺมึ กิร ขเณ อานนฺทตฺเถโร อุทกสาฏกํ ปีเฬนฺโต โอหิยิ, จุนฺทตฺเถโร สมีเป อโหสิ. ตํ ภควา อามนฺเตสิ.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๖๔

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”