๕. ชนวสภสูตร

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๘๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนักตึก ในบ้านนาทิกะ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์พวกชนผู้บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ในที่เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้น วัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและวังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ แคว้นมัจฉะและ สุรเสนะ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับจากโลกนั้น เป็นธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระ สกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง เพราะ ราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง จะมายังโลกนี้ เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุด ทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละ ล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบันเพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น ผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕. ชนวสภสุตฺต

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๘๘] ชาวบ้านนาทิกะผู้บำเรอ ได้สดับข่าวมาว่า พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์พวก ชนผู้บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ใน ที่เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้น เกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้น วัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและ วังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ แคว้นมัจฉะและสุรเสนะ ชาวบ้าน นาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสิ้น โอรัม ภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็น ธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะ กว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระสกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง เพราะราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง จะมายังโลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุด ทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะ กว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดา บันเพราะ สิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็น เบื้องหน้า เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกะผู้บำเรอ จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิด ปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

นาทิกิยาทิพฺยากรณวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๒๗๓-๒๗๕] เอวมฺเม สุตนฺติ ชนวสภสุตฺตํ. ตตฺรายํ อนุตฺตานปทวณฺณนา:-

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปริโต ปริโต ชนปเทสูติ สามนฺตชนปเทสุ ปริจารเกติ พุทฺธธมฺมสํฆานํ ปริจารเก. อุปปตฺตีสูติ ญาณคติปุญฺญานํ อุปปตฺตีสุ. กาสีโกสเลสูติ กาสีสุ จ โกสเลสุ จ, กาสิกรฏฺเฐ จ โกสลรฏฺเฐ จาติ อตฺโถ. เอส นโย สพฺพตฺถ. องฺคมคธโยนกกมฺโพชอสฺสกอวนฺตีรฏฺเฐสุ ปน ฉสุ น พฺยากโรติ. อิเมสํ ปน โสฬสนฺนํ มหาชนปทานํ ปุริเมสุ ทสสุเยว พฺยากโรติ. นาทิกิยาติ ๑- นาทิกคามวาสิโน.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เตน จาติ เตน อนาคามิอาทิภาเวน. สุตฺวาติ สพฺพญฺญุตญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวา พฺยากโรนฺตสฺส ภควโต ปญฺหาพฺยากรณํ สุตฺวา เตสํ อนาคามิอาทีสุ นิฏฺฐํ คตา หุตฺวา. เตน อนาคามิอาทิภาเวน อตฺตมนา อเหสุํ. อฏฺฐกถายํ ปน เตนาติ เต นาทิกิยาติ วุตฺตํ. เอตสฺมึ หิ อตฺเถ นกาโร นิปาตมตฺตํ โหติ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อานนฺทปริกถาวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๒๗๖-๒๗๗] ภควนฺตํ กิตฺตยมานรูโปติ อโห พุทฺโธ, อโห ธมฺโม, อโห สํโฆ, อโห ธมฺโม สฺวากฺขาโตติ เอวํ กิตฺตยนฺโตว กาลมกาสิ. พหุชโน ปสีเทยฺยาติ อมฺหากํ ปิตา มาตา ภาตา ภคินี ปุตฺโต ธีตา สหายโก, เตน อเมฺหหิ สทฺธึ เอกโต ภุตฺตา, เอกโต สยิตา, ตสฺส อิทญฺจิทญฺจ มนาปํ อกริมฺหา, โส กิร อนาคามี สกทาคามี โสตาปนฺโน, อโห สาธุ อโห สุฏฺฐูติ เอวํ พหุชโน ปสาทํ อาปชฺเชยฺย.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๙๗

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. ชนวสภสูตร”