บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๓๓] สเจ ปชหถ กามานิ ยตฺถ สตฺโต ปุถุชฺชโน อารมฺภโวฺห ทฬฺหา โหถ ขนฺตีพลสมาหิตา ฯ เอส มคฺโค อุชุมคฺโค เอส มคฺโค อนุตฺตโร สทฺธมฺโม สพฺภิ รกฺขิโต พฺรหฺมโลกูปปตฺติยาติ ฯ
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มหาโควินทพราหมณ์ออกบวช
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๓๔] เตนหิ ภวํ มหาโควินฺโท สตฺต วสฺสานิ อาคเมตุ สตฺตนฺนํ วสฺสานํ อจฺจเยน มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อติจิรํ โข โภ สตฺต วสฺสานิ นาหํ สกฺโกมิ ภวนฺเต สตฺต วสฺสานิ อาคเมตุํ โก นุ โข ปน โภ ชานาติ ชีวิตานํ คมนีโย สมฺปราโย มนฺตาย โวฏฺฐพฺพํ ๑ กตฺตพฺพํ กุสลํ จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ นตฺถิ ชาตสฺส อมรณํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ โควินฺโท ฉ วสฺสานิ อาคเมตุ ฯเปฯ ปญฺจ วสฺสานิ อาคเมตุ ฯ จตฺตาริ วสฺสานิ อาคเมตุ ฯ ตีณิ วสฺสานิ อาคเมตุ ฯ เทฺว วสฺสานิ อาคเมตุ ฯ เอกํ วสฺสํ อาคเมตุ เอกสฺส วสฺสสฺส อจฺจเยน มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อติจิรํ โข โภ เอกํ วสฺสํ นาหํ สกฺโกมิ ภวนฺเต เอกํ วสฺสํ อาคเมตุํ โก นุ โข ปน โภ ชานามิ ชีวิตานํ คมนีโย สมฺปราโย มนฺตาย โวฏฺฐพฺพํ กตฺตพฺพํ กุสลํ จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ นตฺถิ ชาตสฺส อมรณํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ โควินฺโท สตฺต มาสานิ อาคเมตุ สตฺตนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อติจิรํ โข โภ สตฺต มาสานิ นาหํ สกฺโกมิ ภวนฺเต สตฺต มาสานิ อาคเมตุํ โก นุ โข ปน โภ ชานาติ ชีวิตานํ คมนีโย สมฺปราโย มนฺตาย โวฏฺฐพฺพํ กตฺตพฺพํ กุสลํ จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ นตฺถิ ชาตสฺส อมรณํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ โควินฺโท ฉ มาสานิ อาคเมตุ ฯ ปญฺจ มาสานิ อาคเมตุ ฯ จตฺตาริ มาสานิ อาคเมตุ ฯ ตีณิ มาสานิ อาคเมตุ ฯ เทฺว มาสานิ อาคเมตุ ฯ เอกํ มาสํ อาคเมตุ ฯ อทฺธมาสํ ๑ อาคเมตุ อทฺธมาสสฺส อจฺจเยน มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อติจิรํ โข โภ อทฺธมาโส นาหํ สกฺโกมิ ภวนฺเต อทฺธมาสํ อาคเมตุํ โก นุ โข ปน โภ ชานาติ ชีวิตานํ คมนีโย สมฺปราโย มนฺตาย โวฏฺฐพฺพํ กตฺตพฺพํ กุสลํ จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ นตฺถิ ชาตสฺส อมรณํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ โควินฺโท สตฺตาหํ อาคเมตุ ยาว มยํ สเก ปุตฺตภาตโร รชฺเช อนุสาสิสฺสาม สตฺตาหสฺส อจฺจเยน มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ น จิรํ โข โภ สตฺตาหํ อาคมิสฺสามหํ ภวนฺเต สตฺตาหนฺติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน เต สตฺต จ พฺราหฺมณ- มหาสาลา สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาเล สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เอตทโวจ อญฺญํทานิ ภวนฺโต อาจริยํ ปริเยสนฺตุ โย ภวนฺตานํ มนฺเต วาเจสฺสติ อิจฺฉามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ มา ภวํ โควินฺโท อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิ ปพฺพชฺชา โภ อปฺเปสกฺขา จ อปฺปลาภา จ พฺรหฺมญฺญํ มเหสกฺขญฺจ มหาลาภญฺจาติ ฯ มา ภวนฺโต เอวํ อวจุตฺถ มา ภวนฺโต เอวํ อวจุตฺถ ปพฺพชฺชา อปฺเปสกฺขา จ อปฺปลาภา จ พฺรหฺมญฺญํ มเหสกฺขญฺจ มหาลาภญฺจาติ โก นุ โข โภ อญฺญตฺร ๑ มยา มเหสกฺขตโร วา มหาลาภตโร วา อหํ โว วา ๒ เอตรหิ ราชาว ๓ รญฺญํ พฺรหฺมาว ๔ พฺราหฺมณานํ เทวตาว ๕ คหปติกานํ ตมหํ สพฺพํ ปหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสามิ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ สเจ ภวํ โควินฺโท อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสติ มยมฺปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เอตทโวจ ยา โภติ นํ อิจฺฉติ สกานิ วา ญาติกุลานิ คจฺฉนฺตุ ๑ อญฺญํ วา ภตฺตารํ ปริเยสนฺตุ ๒ อิจฺฉามหํ โภติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ยถา โข ปน เม สุตํ พฺรหฺมุโน อามคนฺเธ ภาสมานสฺส เต น สุนิมฺมทยา อคารํ อชฺฌาวสตา ปพฺพชิสฺสามหํ โภติ อคารสฺมา อนคาริยนฺติ ฯ ตฺวญฺเญว โน ญาติ ญาติกามานํ ตฺวํ ปน ภตฺตา ภตฺตุกามานํ สเจ ภวํ โภ ๓ โควินฺโท อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสติ มยมฺปิ โภ ๔ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิสฺสาม อถ ยา เต คติ สา โน คติ ภวิสฺสตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ ตสฺส สตฺตาหสฺส อจฺจเยน เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิ ฯ ปพฺพชิตญฺจ ปน มหาโควินฺทํ พฺราหฺมณํ สตฺต จ ราชาโน ขตฺติยา มุทฺธาวสิตฺตา สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาลา สตฺต จ นฺหาตกสตานิ จตฺตารีสา จ ภริยา สาทิสิโย อเนกานิ จ ขตฺติยสหสฺสานิ อเนกานิ จ พฺราหฺมณสหสฺสานิ อเนกานิ จ คหปติสหสฺสานิ อเนกา ๕ จ อิตฺถาคารา อิตฺถิโย เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา มหาโควินฺทํ พฺราหฺมณํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตํ อนุปพฺพชึสุ ฯ ตาย สุทํ โภ ปริสาย ปริวุโต มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ คามนิคมราชธานีสุ จาริกํ จรติ ฯ ยํ โข ปน โภ เตน สมเยน มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ คามํ วา นิคมํ วา อุปสงฺกมติ ตตฺถ ราชาว โหติ รญฺญํ พฺรหฺมาว พฺราหฺมณานํ เทวตาว คหปติกานํ ฯ เย โข ปน โภ เตน สมเยน มนุสฺสา ขิปนฺติ วา อุปกฺขลนฺติ วา เต เอวมาหํสุ นมตฺถุ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส นมตฺถุ สตฺตปุโรหิตสฺสาติ ฯ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เมตฺตาสหคเตน เจตสา อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหาสิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหาสิ กรุณาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ สาวกานญฺจ พฺรหฺมโลกสหพฺยตาย มคฺคํ เทเสสิ ฯ เย โข ปน โภ เตน สมเยน มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส สาวกา สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานึสุ เต กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ พฺรหฺมโลกํ อุปปชฺชึสุ ฯ เย น สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานึสุ เต กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปฺเปกจฺเจ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุสิตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ยามานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ตาวตึสานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ ฯ เย สพฺพนิหีนกายํ ปริปูเรสุํ เต คนฺธพฺพกายํ ปริปูเรสุํ ฯ อิติ โข ปน ๑ สพฺเพสํเยว เตสํ กุลปุตฺตานํ อโมฆา ปพฺพชฺชา อโหสิ อวชฺชา ๒ สผลา สอุทฺรยาติ ๓ ฯ สรติ ตํ ภควาติ ฯ สรามหํ โภ ปญฺจสิข อหนฺเตน สมเยน มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ อโหสึ อหํ ตํ ๔ สาวกานํ พฺรหฺมโลกสหพฺยตาย มคฺคํ เทเสสึ ตํ โข ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตติ ยาวเทว พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา อิทํ โข ปน เม ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ กตมญฺจ ๕ ตํ ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ อิทํ โข ตํ ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ เย โข ปน เม ปญฺจสิข สาวกา สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานนฺติ เต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ เย น สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานนฺติ เต ๑ ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติกา โหนฺติ ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา ฯ เย น สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานนฺติ อปฺเปกจฺเจ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามิโน โหนฺติ สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ ๒ ฯ เย น สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานนฺติ อปฺเปกจฺเจ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา โหนฺติ อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนา ฯ อิติ โข ปญฺจสิข สพฺเพสญฺเญว อิเมสํ กุลปุตฺตานํ อโมฆา ปพฺพชฺชา อวชฺชา สผลา สอุทฺรยาติ ๓ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมโน ปญฺจสิโข คนฺธพฺพปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ มหาโควินฺทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ ________________ มหาสมยสุตฺตํ
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๓๒๖] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อเวลาล่วงไป ๗ วัน ท่านมหาโควินท- พราหมณ์โกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อท่านบวชแล้ว ได้มีผู้โกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิตตามอีกจำนวนมาก ได้แก่ กษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๗ พระองค์ พราหมณมหาศาล ๗ คน พราหมณ์นหาดก ๗๐๐ คน ภรรยาผู้มีฐานะ เท่ากันทั้ง ๔๐ คน กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีและหญิงรับใช้อีกหลายพันคน
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้ทราบว่า ท่านมหาโควินทพราหมณ์มีบริษัทนั้นแวดล้อม จาริกไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานีทั้งหลาย เมื่อท่านเข้าไปยังหมู่บ้านหรือนิคมใด ก็เป็นเหมือน พระราชาของพระราชาทั้งหลาย เป็นเหมือนพระพรหมของพวกพราหมณ์ เป็น เหมือนเทวดาของพวกคหบดีในหมู่บ้านหรือนิคมนั้น เวลานั้น ชาวบ้านผู้พลาดพลั้ง หรือลื่นหกล้มพากันพูดอย่างนี้ว่า ‘ขอนอบน้อมแด่ท่านมหาโควินทพราหมณ์ ขอนอบน้อมแด่ท่านปุโรหิตของพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๗ พระองค์’
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เจริญพรหมวิหาร ๔ ประการ
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๓๒๗] มหาโควินทพราหมณ์มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุก หมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มีกรุณาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยกรุณาจิต อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มีมุทิตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยมุทิตาจิต อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยอุเบกขาจิต อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มหาโควินทพราหมณ์แสดงหนทางแห่งความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพระพรหมใน พรหมโลกแก่เหล่าสาวก
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๓๒๘] สมัยนั้น เหล่าสาวกของมหาโควินทพราหมณ์ผู้รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด ๑- หลังจากตายไป ไปเกิดในสุคติพรหมโลก ส่วนเหล่าสาวกผู้ไม่รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด ๒- หลังจากตายไป บางพวกเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี บางพวกเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นนิมมานรดี บางพวกเข้าถึงความเป็นผู้ อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ บางพวกเข้าถึงความเป็น ผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราช ผู้ที่ได้รับผลอย่างต่ำกว่าเขาทั้งหมด ได้เป็น หมู่คนธรรพ์
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การบวชของกุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมด จึงไม่เป็นโมฆะ ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ด้วยประการฉะนี้แล”
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๓๒๙] ปัญจสิขะ คันธรรพบุตรทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงระลึกถึง เรื่องนั้นได้อยู่หรือ”
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ปัญจสิขะ เรายังระลึกได้ สมัยนั้น เราเป็น มหาโควินทพราหมณ์ ได้แสดงทางแห่งความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหมในพรหมโลกแก่ สาวกเหล่านั้น แต่พรหมจรรย์นั้นไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เป็นไปเพียงเพื่อไปเกิด ในพรหมโลกเท่านั้น
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ส่วนพรหมจรรย์ของเรานี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อ คลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พรหมจรรย์ที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น คืออะไร
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
@เชิงอรรถ :
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
@๑ ผู้รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด หมายถึงผู้ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๖ (ที.ม.อ. ๓๒๘/๒๘๕)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
@๒ ผู้ไม่รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด หมายถึงผู้ไม่รู้สมาบัติแม้เพียงอย่างเดียว (ที.ม.อ. ๓๒๘/๒๘๕)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปัญจสิขะ นี้แลคือพรหมจรรย์ที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๓๓๐] ปัญจสิขะ เหล่าสาวกของเราผู้รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด ทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เหล่าสาวกผู้ไม่รู้คำสั่งสอนทั่วทั้งหมด บางพวกเป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจาก โลกนั้นอีก บางพวกเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และ เพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บางพวกเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความ แน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า การบวชของกุลบุตรเหล่านี้ทั้งหมด จึงไม่ เป็นโมฆะ ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ด้วยประการฉะนี้แล”
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ปัญจสิขะ คันธรรพบุตรมีใจยินดี ชื่นชม อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำ ประทักษิณแล้วหายไปจากที่นั้นเอง
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มหาโควินทสูตรที่ ๖ จบ
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที