บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๕] เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร สงฺขธโม สงฺขมาทาย ปจฺจนฺติมํ ชนปทํ อคมาสิ ฯ โส เยน อญฺญตโร คาโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มชฺเฌ คามสฺส ฐิโต ติกฺขตฺตุํ สงฺขํ อุปฬาเสตฺวา สงฺขํ ภูมิยํ นิกฺขิปิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถโข ราชญฺญ เตสํ ปจฺจนฺตชนปทานํ มนุสฺสานํ ๔ เอตทโหสิ อมฺโภ กสฺส ๑ นุ โข เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ ฯ สนฺนิปติตฺวา ตํ สงฺขธมํ เอตทโวจุํ อมฺโภ กสฺส นุ โข เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ เอโส โข โภ สงฺโข นาม ยสฺส โส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ ฯ เต ตํ สงฺขํ อุตฺตานํ นิปาเตสุํ วเทหิ โภ สงฺข วเทหิ โภ สงฺขาติ ฯ เนว โส สงฺโข สทฺทมกาสิ ฯ เต ตํ สงฺขํ อวกุชฺชํ นิปาเตสุํ ปสฺเสน นิปาเตสุํ ทุติเยน ปสฺเสน นิปาเตสุํ อุทฺธํ ฐเปสุํ โอมุทฺธกํ ฐเปสุํ ปาณินา อาโกเฏสุํ เลณฺฑุนา อาโกเฏสุํ ทณฺเฑน อาโกเฏสุํ สตฺเถน อาโกเฏสุํ โอธุนึสุ สนฺธุนึสุ นิทฺธุนึสุ วเทหิ โภ สงฺข วเทหิ โภ สงฺขาติ ฯ เนว โส สงฺโข สทฺทมกาสิ ฯ อถโข ราชญฺญ ตสฺส สงฺขธมสฺส เอตทโหสิ ยาว โข ๒ พาลา อิเม ปจฺจนฺตชนปทา มนุสฺสา กถญฺหิ นาม อโยนิโส สงฺขสทฺทํ คเวสิสฺสนฺตีติ ฯ เตสํ เปกฺขมานานํ สงฺขํ คเหตฺวา ติกฺขตฺตุํ สงฺขํ อุปฬาเสตฺวา สงฺขํ อาทาย ปกฺกามิ ฯ อถโข ราชญฺญ เตสํ ปจฺจนฺตชนปทานํ มนุสฺสานํ เอตทโหสิ ยทา กิร โภ อยํ สงฺโข นาม ปุริสสหคโต จ โหติ วายามสหคโต จ วาโยสหคโต ๓ จ ตทายํ สงฺโข สทฺทํ กโรติ ยทา ปนายํ สงฺโข เนว ปุริสสหคโต โหติ น วายามสหคโต น วาโยสหคโต นายํ สงฺโข สทฺทํ กโรตีติ ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ ยทายํ กาโย อายุสหคโต จ โหติ อุสฺมาสหคโต จ วิญฺญาณสหคโต จ ตทา อภิกฺกมติปิ ปฏิกฺกมติปิ ติฏฺฐติปิ นิสีทติปิ เสยฺยํปิ กปฺเปติ จกฺขุนาปิ รูปํ ปสฺสติ โสเตนปิ สทฺทํ สุณาติ ฆาเนนปิ คนฺธํ ฆายติ ชิวฺหายปิ รสํ สายติ กาเยนปิ โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ มนสาปิ ธมฺมํ วิชานาติ ยทา ปนายํ กาโย เนว อายุสหคโต จ โหติ น อุสฺมาสหคโต จ น วิญฺญาณสหคโต จ ตทา เนว อภิกฺกมติ น ปฏิกฺกมติ น ติฏฺฐติ น นิสีทติ น เสยฺยํ กปฺเปติ จกฺขุนาปิ รูปํ น ปสฺสติ โสเตนปิ สทฺทํ น สุณาติ ฆาเนนปิ คนฺธํ น ฆายติ ชิวฺหายปิ รสํ น สายติ กาเยนปิ โผฏฺฐพฺพํ น ผุสติ มนสาปิ ธมฺมํ น วิชานาติ ฯ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ ปฐมภาณวารํ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๒๓] “ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและ ทำชั่วไม่มี”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่น ไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“บพิตร อุปมาด้วยอะไร”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่ โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญา แก่โจรนี้ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน จงเอาตาชั่งมาชั่งบุรุษนี้ทั้งเป็นแล้ว ใช้เชือกมัดให้ขาดใจตาย เอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง’ พวกราชบุรุษรับคำของโยมแล้วจึงเอาตาชั่งไปชั่งบุรุษนั้นทั้งเป็นแล้ว ใช้เชือกมัดให้ ขาดใจตาย เอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบุรุษนั้นยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายนี้มีน้ำหนักเบา อ่อนนุ่ม และปรับตัวได้ง่ายกว่า แต่เมื่อบุรุษนั้นสิ้นชีวิตแล้ว ร่างกายมีน้ำหนักมาก แข็งกระด้าง และปรับตัวได้ยากกว่า ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจ อย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำ ดีและทำชั่วไม่มี”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๒๔] “บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เปรียบ เหมือนคนเอาตาชั่งชั่งก้อนเหล็กที่เผาไว้ตลอดวัน ติดไฟลุกโพลง ต่อมาใช้ตาชั่ง ชั่งก้อนเหล็กนั้นขณะเย็นสนิท เมื่อไรก้อนเหล็กนั้นจะมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนกว่า และดัดง่ายกว่า คือเมื่อติดไฟลุกโพลงอยู่หรือว่าเมื่อเย็นสนิทแล้ว”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ท่านกัสสปะ เมื่อก้อนเหล็กนั้นมีไฟ มีลม ติดไฟลุกโพลงอยู่จะมีน้ำหนัก เบากว่า อ่อนกว่าและดัดได้ง่ายกว่า แต่เมื่อก้อนเหล็กนั้นไม่มีไฟ ไม่มีลม เย็นสนิท จะมีน้ำหนักมากกว่า แข็งกระด้างกว่าและดัดได้ยากกว่า”

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๖๓

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร”