บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๖] กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสนฺติ อยํ เต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมสฺส ปุริสสฺส ฉวึ ฉินฺทถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส ฉวึ ฉินฺทนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ ปสฺสาม ฯ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมสฺส ปุริสสฺส จมฺมํ ฉินฺทถ มํสํ ฉินฺทถ นหารุํ ฉินฺทถ อฏฺฐึ ฉินฺทถ อฏฺฐิมิญฺชํ ฉินฺทถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส อฏฺฐิมิญฺชํ ฉินฺทนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ ปสฺสาม ๑ ฯ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“บพิตร เช่นเดียวกันนั่นแหละ เมื่อร่างกายนี้ยังมีอายุ มีไออุ่นและมีวิญญาณ จะมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนนุ่มกว่า และปรับตัวได้ง่ายกว่า แต่เมื่อร่างกายนี้ไม่มีอายุ ไม่มีไออุ่นและไม่มีวิญญาณ จะมีน้ำหนักมากกว่า แข็งกระด้างกว่า และปรับตัวได้ ยากกว่า บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๗] เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร อคฺคิโก ชฏิโล อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏิยา สมฺมติ ๒ ฯ อถโข ราชญฺญ อญฺญตโร ชนปโท สตฺถวาโส ๓ วุฏฺฐาสิ ฯ อถโข โส สตฺถวาโส ๔ ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส อสฺสมสฺส สามนฺตา เอกรตฺตึ วสิตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถโข ราชญฺญ ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ เยน โส สตฺถวาโส เตนุปสงฺกเมยฺยํ อปฺเปวนาเมตฺถ กิญฺจิ อุปกรณํ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล กาลสฺเสว วุฏฺฐาย เยน โส สตฺถวาโส เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อทฺทส ตสฺมึ สตฺถวาเส ทหรํ กุมารํ มณฺฑํ อุตฺตานเสยฺยกํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ น โข เม ตํ ปฏิรูปํ ยํ เม เปกฺขมานสฺส มนุสฺสภูโต กาลํ กเรยฺย ยนฺนูนาหํ อิมํ ทารกํ อสฺสมํ เนตฺวา อาปาเทยฺยํ โปเสยฺยํ วฑฺเฒยฺยนฺติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ อสฺสมํ เนตฺวา อาปาเทสิ โปเสสิ วฑฺเฒสิ ฯ ยทา โส ทารโก ทสวสฺสุทฺเทสิโก วา โหติ ทฺวาทสวสฺสุทฺเทสิโก วา อถโข ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส ชนปเท กิญฺจิเทว กรณียํ อุปฺปชฺชิ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ เอตทโวจ อิจฺฉามหํ ตาต ชนปทํ คนฺตุํ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว ๑ เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ เอวํ อนุสาสิตฺวา ชนปทํ อคมาสิ ฯ ตสฺส ขิฑฺฑาปสุตสฺส อคฺคิ นิพฺพายิ ฯ อถโข ตสฺส ทารกสฺส เอตทโหสิ ปิตา โข มํ เอวํ อวจ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ยนฺนูนาหํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยนฺติ ฯ อถโข โส ทารโก อรณิสหิตํ วาสิยา ตจฺฉิ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนว โส อคฺคึ อธิคจฺฉิ อรณิสหิตํ ทฺวิธา ผาเลสิ ติธา ผาเลสิ จตุธา ผาเลสิ ปญฺจธา ผาเลสิ ทสธา ผาเลสิ วีสติธา ๑ ผาเลสิ สกลิกํ สกลิกํ อกาสิ สกลิกํ สกลิกํ กริตฺวา อุทุกฺขเล โกเฏสิ อุทุกฺขเล โกเฏตฺวา มหาวาเต โอผุนิ ๒ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนว โส อคฺคึ อธิคจฺฉิ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ชนปเท ตํ กรณียํ ตีเรตฺวา เยน สโก อสฺสโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ทารกํ เอตทโวจ กจฺจิ เต ตาต อคฺคิ นิพฺพุโตติ ฯ อิธ เม ตาต ขิฑฺฑาปสุตสฺส อคฺคิ นิพฺพายิ ตสฺส เม เอตทโหสิ ปิตา โข มํ เอวํ อวจ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต ตาต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ยนฺนูนาหํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยนฺติ อถโขหํ ตาต อรณิสหิตํ วาสิยา ตจฺฉึ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนวาหํ อคฺคึ อธิคจฺฉึ อรณิสหิตํ ทฺวิธา ผาเลสึ ติธา ผาเลสึ จตุธา ผาเลสึ ปญฺจธา ผาเลสึ ทสธา ผาเลสึ วีสติธา ๓ ผาเลสึ สกลิกํ สกลิกํ อกาสึ สกลิกํ สกลิกํ กริตฺวา อุทุกฺขเล โกเฏสึ อุทุกฺขเล โกเฏตฺวา มหาวาเต โอผุนึ ๔ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ( เนวาหํ อคฺคึ อธิคจฺฉินฺติ ฯ อถโข ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ ยาว พาโล อยํ ทารโก อพฺยตฺโต กถญฺหิ นาม อโยนิโส อคฺคึ คเวสิสฺสตีติ ฯ ตสฺส เปกฺขมานสฺส อรณิสหิตํ คเหตฺวา อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา ตํ ทารกํ เอตทโวจ เอวํ โข ตาต อคฺคิ นิพฺพตฺเตตพฺโพ น เตฺวว ยถา ตฺวํ พาโล อพฺยตฺโต อโยนิโส อคฺคึ คเวสิสฺสสีติ ๑ ฯ เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ พาโล อพฺยตฺโต อโยนิโส ปรโลกํ คเวสิสฺสสิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๒๕] “ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและ ทำชั่วไม่มี”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่น ไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“บพิตร อุปมาด้วยอะไร”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้ จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่ โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญา แก่โจรนี้ ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน จงฆ่าบุรุษนี้ อย่าให้ผิว หนัง เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกช้ำ บางทีพวกเราจะได้ เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ พวกราชบุรุษรับคำของโยมแล้วจึงฆ่าบุรุษนั้น ไม่ให้ผิว หนัง เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกช้ำ เมื่อบุรุษนั้นใกล้ตาย โยมสั่งว่า ‘พวกท่านจงผลักให้เขานอนหงาย บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เมื่อราชบุรุษผลักให้เขานอนหงาย พวกเราก็ไม่ได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย โยมจึง สั่งอีกว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกให้เขานอนคว่ำ...’ ‘...ให้เขานอนตะแคงข้างหนึ่ง...’ ‘...ให้นอนตะแคงอีกข้างหนึ่ง...’ ‘...จงพยุงให้ลุกขึ้น...’ ‘...จับศีรษะกดลง...’ ‘...ใช้ฝ่า มือทุบ...’ ‘...ใช้ก้อนดินทุบ...’ ‘...ใช้ท่อนไม้ทุบ...’ ‘...ใช้ศัสตราทุบ..’ ‘...ลากมาลากไป ลากไปลากมา บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ พวกราชบุรุษ ลากบุรุษนั้นมาลากบุรุษนั้นไป ลากไปลากมา พวกเราก็ไม่เห็นชีวะของเขาเลย ตาของเขาก็เหมือนเดิม รูปก็รูปเดิมๆ แต่ตานั้นไม่รับรู้รูปนั้น หูของเขาก็หูเดิม เสียงก็เสียงเดิมๆ แต่หูนั้นไม่รับรู้เสียงนั้น จมูกของเขาก็จมูกเดิม กลิ่นก็กลิ่นเดิมๆ แต่จมูกนั้นไม่รับรู้กลิ่นนั้น ลิ้นของเขาก็ลิ้นเดิม รสก็รสเดิมๆ แต่ลิ้นนั้นไม่รับรู้รสนั้น กายของเขาก็กายเดิม โผฏฐัพพะก็โผฏฐัพพะเดิมๆ แต่กายนั้นไม่รับรู้โผฏฐัพพะนั้น ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อุปมาด้วยการเป่าสังข์

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๒๖] “บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมี มาแล้ว คนเป่าสังข์คนหนึ่งนำสังข์ไปยังปัจจันตชนบท เข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ยืนอยู่กลางหมู่บ้านเป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง วางสังข์ไว้ที่พื้นดินแล้วนั่ง ณ ที่สมควร

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ลำดับนั้น ชาวปัจจันตชนบทแตกตื่นว่า ‘ท่านทั้งหลาย นั้นเสียงใครกัน น่าพอใจ น่ารักใคร่ น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะอย่างนี้’ จึงพากันล้อมคนเป่าสังข์ ถามว่า ‘พ่อคุณ นั่นเสียงใครกัน น่าพอใจ น่ารักใคร่ น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะ อย่างนี้’

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

คนเป่าสังข์ตอบว่า ‘ท่านทั้งหลาย นี้เป็นเสียงสังข์ น่าพอใจ น่ารักใคร่ น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะอย่างนี้’

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นจับสังข์นั้นให้หงายขึ้นแล้วสั่งว่า ‘พูดซิพ่อสังข์ พูดซิ พ่อสังข์’ สังข์นั้นก็ไม่ส่งเสียง พวกเขาจับสังข์ให้คว่ำหน้าลง ... จับสังข์ให้ตะแคงข้าง หนึ่ง ... จับสังข์ให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ... ยกสังข์ให้สูงขึ้น ... วางสังข์ให้ต่ำลง ... ใช้ฝ่ามือ เคาะ ... ใช้ก้อนดินเคาะ .... ใช้ท่อนไม้เคาะ ... ใช้ศัสตราเคาะ ... ลากมาลากไป ลากไปลากมา แล้วสั่งว่า ‘พูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์’ สังข์นั้นก็ไม่ส่งเสียง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

คนเป่าสังข์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ชาวปัจจันตชนบทเหล่านี้ช่างโง่เขลาจริง ไฉนจึงแสวงหาเสียงสังข์โดยไม่ถูกวิธีอย่างนี้เล่า’ ขณะที่ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้น กำลังมุงดูอยู่ เขาจึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่า ๓ ครั้งแล้วถือสังข์เดินไป

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นพูดกันว่า ‘ท่านทั้งหลาย เมื่อสังข์นี้มีคน มีความ พยายาม และมีลมจึงส่งเสียงได้ เมื่อสังข์นี้ไม่มีคน ไม่มีความพยายาม และไม่มีลม ก็ส่งเสียงไม่ได้’

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บพิตร เช่นเดียวกันนั่นแหละ เมื่อกายนี้ยังมีอายุ มีไออุ่นและมีวิญญาณ จึงก้าว ไปได้ ถอยกลับได้ ยืนได้ นั่งได้ นอนได้ เห็นรูปทางตาได้ ฟังเสียงทางหูได้ ดมกลิ่น ทางจมูกได้ ลิ้มรสทางลิ้นได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายได้ รู้ธรรมารมณ์ทางใจได้ แต่เมื่อกายนี้ไม่มีอายุ ไม่มีไออุ่น และไม่มีวิญญาณ กายนี้จึงก้าวไปไม่ได้ ถอยกลับ ไม่ได้ ยืนไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนไม่ได้ เห็นรูปทางตาไม่ได้ ฟังเสียงทางหูไม่ได้ ดมกลิ่น ทางจมูกไม่ได้ ลิ้มรสทางลิ้นไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายไม่ได้ หรือรู้ธรรมารมณ์ ทางใจไม่ได้ บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ภาณวารที่ ๑ จบ

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๖๔

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร”