บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๘๖] อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน โกฏิคาโม เตนุปสงฺกมิสฺสามาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข ภควา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน โกฏิคาโม ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา โกฏิคาเม วิหรติ ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ จตุนฺนํ ภิกฺขเว อริยสจฺจานํ อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ฯ กตเมสํ จตุนฺนํ ฯ ทุกฺขสฺส ภิกฺขเว อริยสจฺจสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ฯ ทุกฺขสมุทยสฺส ภิกฺขเว อริยสจฺจสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ฯ ทุกฺขนิโรธสฺส ภิกฺขเว อริยสจฺจสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภิกฺขเว อริยสจฺจสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ ทุกฺขสมุทโย ๑ อริยสจฺจํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ ทุกฺขนิโรโธ ๒ อริยสจฺจํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ อุจฺฉินฺนา ภวตณฺหา ขีณา ภวเนตฺติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@ที.ม.อ. ๑๕๓/๑๔๓, ที.ม.ฏีกา ๑๕๓/๑๗๑)

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๘๗] จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อทสฺสนา สํสริตํ ๓ ทีฆมทฺธานํ ตาสุ ตาเสฺวว ชาติสุ ฯ ตานิ เอตานิ ทิฏฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๒ พึงอุทิศทักษิณา หมายถึงพึงให้ส่วนบุญ (ที.ม.อ. ๑๕๓/๑๔๓)

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๘๘] ตตฺรปิ สุทํ ภควา โกฏิคาเม วิหรนฺโต เอตเทว พหุลํ ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ กโรติ อิติ สีลํ อิติ สมาธิ อิติ ปญฺญา สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวิชฺชาสวาติ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๓ บุตรผู้เกิดแต่อก หมายถึงบุตรที่มารดาเลี้ยงดูให้เจริญอยู่แนบอก (ที.ม.อ. ๑๕๓/๑๔๓)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ครั้นทรงอนุโมทนาแก่มหาอำมาตย์สุนีธะและมหาอำมาตย์วัสสการะชาวแคว้น มคธด้วยพระคาถาเหล่านี้ ทรงลุกจากพุทธอาสน์เสด็จจากไป

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๑๕๔] ลำดับนั้น มหาอำมาตย์สุนีธะและมหาอำมาตย์วัสสการะชาวแคว้นมคธ ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ ด้วยคิดว่า “ประตูที่ท่านพระสมณ- โคดมเสด็จออกไปในวันนี้จะมีชื่อว่าประตูพระโคดม ท่าที่พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำ คงคาจะมีชื่อว่าท่าพระโคดม”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ต่อมา ประตูที่พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจึงได้มีชื่อว่า ประตูพระโคดม คราวนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปใกล้แม่น้ำคงคา เวลานั้น แม่น้ำคงคาเต็มเสมอฝั่ง นกกา(ก้ม)ดื่มกินได้ คนทั้งหลายผู้ปรารถนาจะข้ามฟาก บางพวกเที่ยวหาเรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรง หายไปจากฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคาไปปรากฏที่ฝั่งโน้น เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออก หรือคู้แขนเข้าฉะนั้น

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรคนเหล่านั้นผู้ปรารถนาจะข้ามฟาก บางพวก เที่ยวหาเรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่น เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบ ความนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“คนพวกหนึ่งกำลังสร้างสะพาน ๑-

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ข้ามสระ ๒- ใหญ่ โดยมิให้แปดเปื้อนด้วยโคลนตม

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ขณะที่คนอีกพวกหนึ่งกำลังผูกทุ่นอยู่

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชนผู้ฉลาดได้ข้ามพ้นไปแล้ว”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ภาณวารที่ ๑ จบ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@เชิงอรรถ :

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๑ สะพาน หมายถึงอริยมรรค (ที.ม.อ. ๑๕๔/๑๔๔)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๒ สระ หมายถึงตัณหา (ที.ม.อ. ๑๕๔/๑๔๔)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่องอริยสัจ ๔ ประการ ๑-

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๑๕๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “มาเถิด อานนท์ เราจะเข้าไปยังโกฏิคามกัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงโกฏิคาม ประทับอยู่ที่โกฏิคามนั้น รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ประการ เราและเธอ ทั้งหลายจึงเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อริยสัจ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ เราและเธอทั้งหลายจึงเที่ยว เร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขสมุทยอริยสัจ เราและเธอทั้งหลาย จึงเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขนิโรธอริยสัจ เราและเธอทั้งหลายจึง เที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราและ เธอทั้งหลายจึงเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานอย่างนี้

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ภิกษุทั้งหลาย เราและเธอทั้งหลายได้รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ เราและเธอ ทั้งหลายได้รู้แจ้งแทงตลอดทุกขสมุทยอริยสัจ เราและเธอทั้งหลายได้รู้แจ้งแทงตลอด ทุกขนิโรธอริยสัจ เราและเธอทั้งหลายได้รู้แจ้งแทงตลอดทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราและเธอทั้งหลายถอนภวตัณหาได้แล้ว ภวเนตติ ๒- สิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก” ๓-

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@เชิงอรรถ :

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๑ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๘๗/๑๐๓-๑๐๔, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๐๙๑/๖๐๕

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๒ ภวเนตติ หมายถึงตัณหานำไปสู่ภพ ตัณหาประดุจเชือกซึ่งสามารถนำสัตว์ออกจากภพไปสู่ภพ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@(ที.ม.อ. ๑๕๕/๑๔๔, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑/๒๗๙)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๓ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑/๑-๒

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา ประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เราและเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไป

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ในชาตินั้นๆ ตลอดกาลยาวนาน

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

แต่เพราะได้เห็นอริยสัจ ๔

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๔๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”