บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[259] Kathaṃpaṭipanno pana mārisa bhikkhu indriyasaṃvarāya paṭipanno hotīti . cakkhuviññeyyaṃ rūpaṃ cāhaṃ devānaminda duvidhena vadāmi sevitabbaṃpi asevitabbaṃpi . sotaviññeyyaṃ saddaṃ cāhaṃ devānaminda duvidhena vadāmi sevitabbaṃpi asevitabbaṃpi . ghānaviññeyyaṃ gandhaṃ cāhaṃ devānaminda duvidhena vadāmi sevitabbaṃpi asevitabbaṃpi . Jivhāviññeyyaṃ rasaṃ cāhaṃ devānaminda .pe. kāyaviññeyyaṃ phoṭṭhabbaṃ cāhaṃ devānaminda .pe. manoviññeyyaṃ dhammaṃ cāhaṃ devānaminda duvidhena vadāmi sevitabbaṃpi asevitabbaṃpīti. {259.1} Evaṃ vutte sakko devānamindo bhagavantaṃ etadavoca imassa kho ahaṃ bhante bhagavatā saṅkhittena bhāsitassa evaṃ vitthārena atthaṃ ājānāmi yathārūpaṃ bhante cakkhuviññeyyaṃ rūpaṃ sevato akusalā dhammā abhivaḍḍhanti kusalā dhammā parihāyantīti evarūpaṃ cakkhuviññeyyaṃ rūpaṃ na sevitabbaṃ . yathārūpañca kho bhante cakkhuviññeyyaṃ rūpaṃ sevato akusalā dhammā parihāyanti kusalā dhammā abhivaḍḍhantīti evarūpaṃ cakkhuviññeyyaṃ rūpaṃ sevitabbaṃ . yathārūpañca kho bhante sotaviññeyyaṃ Saddaṃ sevato .pe. ghānaviññeyyaṃ gandhaṃ sevato .pe. Jivhāviññeyyaṃ rasaṃ sevato .pe. kāyaviññeyyaṃ phoṭṭhabbaṃ sevato .pe. manoviññeyyaṃ dhammaṃ sevato akusalā dhammā abhivaḍḍhanti kusalā dhammā parihāyantati evarūpo manoviññeyyo dhammo na sevitabbo . yathārūpañca kho bhante manoviññeyyaṃ dhammaṃ sevato akusalā dhammā parihāyanti kusalā dhammā abhivaḍḍhantīti evarūpo manoviññeyyo dhammo sevitabbo . Imassa kho ahaṃ bhante bhagavatā saṅkhittena bhāsitassa evaṃ vitthārena atthaṃ ājānanto tiṇṇā mettha kaṅkhā vigatā kathaṃkathā bhagavato pañhāveyyākaraṇaṃ sutvāti.

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักมีฉันทะ ๑- เป็นต้นเหตุ มีฉันทะเป็นเหตุเกิด มีฉันทะเป็นกำเนิด มีฉันทะเป็นแดนเกิด เมื่อมี ฉันทะจึงมีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีฉันทะจึงไม่มีอารมณ์อันเป็นที่ รักและไม่เป็นที่รัก”

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[260] Itiha sakko devānamindo bhagavato bhāsitaṃ abhinanditvā anumoditvā bhagavantaṃ uttariṃ pañhaṃ apucchi sabbe va nu kho mārisa samaṇabrāhmaṇā ekantavādā ekantasīlā ekantacchandā ekantaajjhosānāti . na kho devānaminda sabbe samaṇabrāhmaṇā ekantavādā ekantasīlā ekantacchandā ekantaajjhosānāti . Kasmā pana mārisa na sabbe samaṇabrāhmaṇā ekantavādā ekantasīlā ekantacchandā ekantaajjhosānāti . anekadhātu nānādhātu kho devānaminda loko tasmiṃ anekadhātumhi nānādhātumhi loke yaṃ yadeva sattā dhātuṃ abhinivisanti taṃ tadeva thāmasā parāmāsā abhinivissa voharanti idameva saccaṃ moghamaññanti Tasmā na sabbe samaṇabrāhmaṇā ekantavādā ekantasīlā ekantacchandā ekantaajjhosānāti .pe.

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท้าวเธอทูลถามว่า “ฉันทะมีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมีอะไรจึงมีฉันทะ เมื่อไม่มีอะไรจึงไม่มีฉันทะ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ฉันทะมีวิตก ๒- เป็นต้นเหตุ มีวิตกเป็นเหตุเกิด มีวิตกเป็นกำเนิด มีวิตกเป็นแดนเกิด เมื่อมีวิตกจึงมีฉันทะ เมื่อไม่มีวิตกจึงไม่ มีฉันทะ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท้าวเธอทูลถามว่า “วิตกมีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมีอะไรจึงมีวิตก เมื่อไม่มีอะไรจึงไม่มีวิตก”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “วิตกมีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา ๓- เป็นต้นเหตุ มีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาเป็นเหตุเกิด มีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาเป็นกำเนิด มีแง่

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@เชิงอรรถ :

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๑ ฉันทะ แปลว่าความพอใจ แต่ในที่นี้หมายถึงความไม่รู้จักอิ่มคือตัณหา มี ๕ อย่างคือ (๑) ปริเยสนฉันทะ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@(ความไม่อิ่มในการแสวงหา) (๒) ปฏิลาภฉันทะ (ความไม่อิ่มในการได้มา) (๓) ปริโภคฉันทะ (ความไม่อิ่ม

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@ในการใช้สอย) (๔) สันนิธิฉันทะ (ความไม่อิ่มในการกักตุน) (๕) วิสัชชนฉันทะ (ความไม่อิ่มในการจ่ายทรัพย์)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@(ที.ม.อ. ๓๕๘/๓๓๕-๓๓๖)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๒ วิตก แปลว่าการตรึก การไตร่ตรอง ในที่นี้หมายถึงการตรึกเพื่อการตัดสิน ๒ อย่าง คือ (๑) ตัณหาวินิจฉัย

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@(การตัดสินด้วยอำนาจตัณหา) (๒) ทิฏฐิวินิจฉัย (การตัดสินด้วยอำนาจทิฏฐิ) (ที.ม.อ. ๓๕๘/๓๓๖)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@๓ แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา แยกอธิบายตามศัพท์ได้ดังนี้ แง่ต่าง แปลจากคำว่า สงฺขา คือส่วนต่างๆ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@หมายถึงส่วนต่างๆ แห่งปปัญจสัญญา ปปัญจะ หมายถึงปปัญจธรรม ซึ่งแปลว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้า

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@ได้แก่ ตัณหาวิจริต ๑๐๘ มานะ ๙ และทิฏฐิ ๖๒ ซึ่งเป็นเหตุให้มีความประมาทมัวเมา มีความประมาท

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว ในความไม่มีโรค และในชีวิต ปปัญจสัญญา หมายถึงสัญญา(ความกำหนดหมาย)

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@ที่ประกอบด้วยปปัญจธรรม คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ แต่ในที่นี้หมายเอาเพียงตัณหาเท่านั้น

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@ดังนั้น คำว่า “แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา” จึงหมายถึงการคิดปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ ด้วยอำนาจตัณหา

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@มานะ และทิฏฐิของตนๆ จึงเกิดแง่ต่างๆ หรือมุมมองที่แตกต่างกันทั้งๆ ที่คิดเรื่องเดียวกัน

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

@(ที.ม.อ. ๓๕๘/๓๓๖, ที.ม.ฏีกา ๓๕๘/๓๒๑-๓๒๒) ต่างแห่งปปัญจสัญญาเป็นแดนเกิด เมื่อมีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาจึงมีวิตก เมื่อไม่มี แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาจึงไม่มีวิตก”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท้าวเธอทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่า ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันสมควรและดำเนินไปสู่ความดับแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่องเวทนากัมมัฏฐาน

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “จอมเทพ เรากล่าวโสมนัสไว้ ๒ อย่าง คือ โสมนัสที่ควรเสพและโสมนัสที่ไม่ควรเสพ กล่าวโทมนัสไว้ ๒ อย่าง คือ โทมนัส ที่ควรเสพและโทมนัสที่ไม่ควรเสพ และกล่าวอุเบกขาไว้ ๒ อย่าง คือ อุเบกขาที่ควร เสพและอุเบกขาที่ไม่ควรเสพ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๓๖๐] เรากล่าวไว้เช่นนี้แลว่า ‘จอมเทพ เรากล่าวโสมนัสไว้ ๒ อย่าง คือ โสมนัสที่ควรเสพและโสมนัสที่ไม่ควรเสพ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้ เช่นนั้น

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น โสมนัสใดบุคคลรู้ว่า ‘เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมลง’ โสมนัสเช่นนี้เป็น โสมนัสที่ไม่ควรเสพ ๑-

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น โสมนัสใดบุคคลรู้ว่า ‘เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล อกุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมลง กุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น’ โสมนัสเช่นนี้เป็น โสมนัสที่ควรเสพ ๒-

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ในโสมนัส ๓- นั้น โสมนัสใดมีวิตก มีวิจาร ๔- และโสมนัสใดไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ๕- บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น โสมนัสที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ประณีตกว่า’

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๓๑

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”