บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[326] Kiñcāpi bhavaṃ kassapo evamāha athakho nevāhaṃ sakkomi idaṃ pāpakaṃ diṭṭhigataṃ paṭinissajjituṃ rājāpi maṃ pasenadi kosalo jānāti tirorājānopi pāyāsi rājañño evaṃvādī evaṃdiṭṭhī itipi natthi paro loko natthi sattā opapātikā natthi sukatadukkaṭānaṃ kammānaṃ phalaṃ vipākoti sacāhaṃ bho kassapa idaṃ pāpakaṃ diṭṭhigataṃ paṭinissajjissāmi bhavissanti me vattāro yāva bālo pāyāsi rājañño abyatto duggahitagāhīti kopenapi naṃ harissāmi makkhenapi naṃ harissāmi paḷāsenapi naṃ harissāmīti.

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๓๗] เจ้าปายาสิตรัสว่า “เพียงอุปมาโวหารข้อแรกของท่านกัสสปะเท่านั้น โยมก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว แต่อยากจะฟังปฏิภาณในการตอบปัญหาที่วิจิตรเหล่านี้ จึงทำทีโต้แย้งท่านกัสสปะไปเท่านั้นเอง ภาษิตของท่านกัสสปะชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ภาษิตของท่านกัสสปะชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านกัสสปะประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดย ประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ โยมขอถึงพระผู้มี พระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านกัสสปะโปรดจำโยมว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต โยมปรารถนาจะบูชา มหายัญ ขอท่านกัสสปะโปรดชี้แจงวิธีบูชามหายัญอันเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ ่โยมตลอดกาลนานเถิด”

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[327] Tenahi rājañña upamante karissāmi upamāyapīdhekacce Viññū purisā bhāsitassa atthaṃ ājānanti . bhūtapubbaṃ rājañña aññataro janapade vuṭṭhāsi . athakho sahāyako sahāyakaṃ āmantesi āyāma samma yena so janapado tenupasaṅkamissāma appevanāmettha kiñci dhanaṃ adhigaccheyyāmāti . evaṃ sammāti kho sahāyako sahāyakassa paccassosi . te yena so janapado yena aññataraṃ gāmapajjaṃ tenupasaṅkamiṃsu tattha addasaṃsu pahūtaṃ sāṇaṃ chaḍḍitaṃ . Disvā sahāyako sahāyakaṃ āmantesi idaṃ kho samma pahūtaṃ sāṇaṃ chaḍḍitaṃ tenahi samma tvañca sāṇabhāraṃ bandha ahañca sāṇabhāraṃ bandhissāmi ubho sāṇabhāraṃ ādāya gamissāmāti. {327.1} Evaṃ sammāti kho sahāyako sahāyakassa paṭissutvā sāṇabhāraṃ bandhi . te ubho sāṇabhāraṃ ādāya yena aññataraṃ gāmapajjaṃ tenupasaṅkamiṃsu tattha addasaṃsu pahūtaṃ sāṇasuttaṃ chaḍḍitaṃ . disvā sahāyako sahāyakaṃ āmantesi yassa kho samma atthāya iccheyyāma sāṇaṃ idaṃ pahūtaṃ sāṇasuttaṃ chaḍḍitaṃ tenahi samma tvañca sāṇabhāraṃ chaḍḍehi ahañca sāṇabhāraṃ chaḍḍessāmi ubho sāṇasuttabhāraṃ ādāya gamissāmāti . ayaṃ kho me samma sāṇabhāro durāgato ca susannaddho ca alaṃ me tvaṃ pajānāhīti . athakho so sahāyako sāṇabhāraṃ chaḍḍetvā sāṇasuttabhāraṃ ādiyi. {327.2} Te yena aññataraṃ gāmapajjaṃ tenupasaṅkamiṃsu tattha addasaṃsu pahūtā sāṇiyo chaḍḍitā . disvā sahāyako sahāyakaṃ āmantesi yassa Kho samma atthāya iccheyyāma sāṇaṃ vā sāṇasuttaṃ vā imā pahūtā sāṇiyo chaḍḍitā tenahi samma tvañca sāṇabhāraṃ chaḍḍehi ahañca sāṇasuttabhāraṃ chaḍḍessāmi ubho sāṇibhāraṃ ādāya gamissāmāti . ayaṃ kho me samma sāṇabhāro durāgato ca susannaddho ca alaṃ me tvaṃ pajānāhīti . athakho so sahāyako sāṇasuttabhāraṃ chaḍḍetvā sāṇibhāraṃ ādiyi. {327.3} Te yena aññataraṃ gāmapajjaṃ tenupasaṅkamiṃsu tattha addasaṃsu pahūtaṃ khomaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ khomasuttaṃ chaḍḍitaṃ . Disvā pahūtaṃ khomadussaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ kappāsaṃ chaḍḍitaṃ . Disvā pahūtaṃ kappāsikasuttaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ kappāsikadussaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ ayasaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ lohaṃ chaḍḍitaṃ. Disvā pahūtaṃ tipuṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ sisaṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ sajjhuṃ chaḍḍitaṃ . disvā pahūtaṃ suvaṇṇaṃ chaḍḍitaṃ . disvā sahāyako sahāyakaṃ āmantesi yassa kho samma atthāya iccheyyāma sāṇaṃ vā sāṇasuttaṃ vā sāṇiyo vā khomaṃ vā khomasuttaṃ vā khomadussaṃ vā kappāsaṃ vā kappāsikasuttaṃ vā kappāsikadussaṃ vā ayasaṃ vā lohaṃ vā tipuṃ vā sisaṃ vā sajjhuṃ vā idaṃ pahūtaṃ suvaṇṇaṃ chaḍḍitaṃ tenahi samma tvañca sāṇabhāraṃ chaḍḍehi ahañca sajjhubhāraṃ chaḍḍessāmi ubho suvaṇṇabhāraṃ ādāya gamissāmāti . ayaṃ kho me samma sāṇabhāro durāgato ca susannaddho Ca alaṃ me tvaṃ pajānāhīti . athakho so sahāyako sajjhubhāraṃ chaḍḍetvā suvaṇṇabhāraṃ ādiyi. {327.4} Te yena sako gāmo tenupasaṅkamiṃsu. Tattha yo so sahāyako sāṇabhāraṃ ādāya agamāsi tassa neva mātāpitaro abhinandiṃsu na puttadārā abhinandiṃsu na mittāmaccā abhinandiṃsu na ca tatonidānaṃ sukhaṃ somanassaṃ adhigacchi . yo pana so sahāyako suvaṇṇabhāraṃ ādāya agamāsi tassa mātāpitaro abhinandiṃsu puttadārāpi abhinandiṃsu mittāmaccāpi abhinandiṃsu tatonidānañca sukhaṃ somanassaṃ adhigacchi . Evameva kho [2]- rājañña sāṇabhārikūpamo maññe paṭibhāsi paṭinissajjetaṃ rājañña pāpakaṃ diṭṭhigataṃ paṭinissajjetaṃ rājañña pāpakaṃ diṭṭhigataṃ mā te ahosi dīgharattaṃ ahitāya dukkhāyāti.

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยยัญพิธี

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๓๘] ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร ยัญที่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับ ความเดือดร้อน ๑ และผู้รับ(ยัญ) ก็เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มี มิจฉาวาจา มีมิจฉากัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ มีมิจฉาสติ มีมิจฉาสมาธิ เช่นนี้ ไม่มี ผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ไม่มีความแพร่หลายมาก เปรียบเหมือนชาวนาถือเมล็ดพืชและไถไปป่าแล้วหว่านเมล็ดพืชที่หัก เน่า ถูกลม แดดแผดเผาแล้ว ลีบ ยังไม่สุกดีลงในนาไร่ที่ไม่ดี มีพื้นที่ไม่เหมาะ ไม่แผ้วถางตอและ หนามให้หมดไป ทั้งฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล เมล็ดพืชเหล่านั้นจะเจริญงอกงามไพบูลย์ หรือ ชาวนาจะได้รับผลอันไพบูลย์หรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านกัสสปะ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร ยัญที่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับ ความเดือดร้อน ๑ และผู้รับ(ยัญ)ก็เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาวาจา มีมิจฉากัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ มีมิจฉาวายามะ มีมิจฉาสติ มีมิจฉาสมาธิเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองมากไม่มีความแพร่หลาย มาก” ส่วนยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ และผู้รับก็เป็นผู้มี สัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิเช่นนี้ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก เปรียบเหมือนชาวนาถือเมล็ดพืชและ ไถไปป่าแล้วหว่านเมล็ดพืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมแดดแผดเผา มีเมล็ดสุกดีลงใน นาไร่ที่ดีมีพื้นที่เหมาะ แผ้วถางตอและหนามให้หมดไป ทั้งฝนก็ตกตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะเจริญงอกงามไพบูลย์ หรือชาวนาจะได้รับผลอันไพบูลย์หรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า “เป็นอย่างนั้น ท่านกัสสปะ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “ยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการ ฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความ เดือนร้อน ๑ และผู้รับก็เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิเช่นนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความเจริญรุ่งเรืองมากมีความแพร่หลายมาก”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เรื่องอุตตรมาณพ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๓๙] ต่อมา เจ้าปายาสิทรงเริ่มให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และพวกยาจก แต่ในทานนั้นท้าวเธอประทานโภชนะเห็นปานนี้ คือ ปลายข้าวมีน้ำผักดองเป็นกับ ได้ประทานผ้าเนื้อหยาบมีชายขอดเป็นปมๆ ในการ ให้ทานนั้น มีอุตตรมาณพเป็นเจ้าหน้าที่

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อุตตรมาณพให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า “ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับ เจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าปายาสิทรงสดับว่า “ทราบว่า อุตตรมาณพให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า ‘ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกัน อีกในโลกหน้าเลย’ ต่อมาพระองค์ จึงรับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพมาตรัสถามว่า “พ่ออุตตระ เธอให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า ‘ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับ เจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย’ จริงหรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อุตตรมาณพกราบทูลว่า “จริงอย่างนั้น กระหม่อม”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าปายาสิตรัสถามว่า “พ่ออุตตระ ก็เพราะเหตุใด เธอให้ทานแล้วจึงอุทิศ อย่างนี้ว่า ‘ด้วยผลทานนี้ ฯลฯ อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย’ พวกเรา ต้องการบุญ หวังผลทานจริงๆ มิใช่หรือ”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อุตตรมาณพกราบทูลว่า “ในทานของพระองค์ยังมีการประทานโภชนะเห็น ปานนี้ คือปลายข้าวมีน้ำผักดองเป็นกับ ซึ่งพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ ด้วยพระบาท ไฉนจะเสวยเล่า อนึ่ง ผ้าก็เนื้อหยาบมีชายขอดเป็นปมๆ ซึ่งพระองค์ ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงนุ่งห่มเล่า พระองค์ทรงเป็น ที่รัก เป็นที่พอใจของพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์จะชักจูงผู้ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่ พอใจไป ด้วยสิ่งที่ไม่น่าพอใจได้อย่างไรเล่า”

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เจ้าปายาสิตรัสว่า “พ่ออุตตระ ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดเตรียมโภชนะชนิดเดียว กับที่เราบริโภค จงจัดเตรียมผ้าชนิดเดียวกับที่เรานุ่งห่ม”

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๖๓

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร”