ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[๔๒๘] “บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมี มาแล้ว มีชฎิลผู้บูชาไฟคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฎีใบไม้ ณ ชายป่า เวลานั้น หมู่เกวียน หมู่หนึ่งพักอยู่ในที่ใกล้อาศรมของชฎิลนั้น ๑ คืนแล้วจากไป ต่อมาชฎิลผู้บูชาไฟมี ความคิดดังนี้ว่า ‘ทางที่ดี เราควรเข้าไปในสถานที่ที่หมู่เกวียนนั้นพักอยู่ บางทีจะได้ อุปกรณ์ใช้สอยในที่นั้นบ้าง จึงลุกขึ้นแต่เช้าตรงเข้าไปที่ที่หมู่เกวียนพำนัก พบเด็ก อ่อนถูกทิ้งนอนหงายอยู่ที่นั้น คิดว่า ‘การที่เราผู้เป็นมนุษย์มาพบเด็ก แล้วจะปล่อย ให้เด็กเสียชีวิตไปก็ไม่เหมาะ ทางที่ดี เราควรพาเขาไปอาศรมแล้วชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโต’ จึงพาเด็กนั้นไปชุบเลี้ยงจนเจริญเติบโต เมื่อเด็กนั้นอายุได้ ๑๐ ปี หรือ ๑๒ ปี ชฎิลบูชาไฟคนนั้นมีธุระอย่างหนึ่งในเมืองจึงสั่งเด็กนั้นว่า ‘ลูก พ่อจะไปในเมือง เจ้าพึงบูชาไฟอย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟบูชา’ เมื่อสั่งเด็กแล้วได้ไปในเมือง ขณะที่เด็กกำลังเล่นอยู่ไฟเกิดดับ เด็กนึกขึ้นได้ว่า ‘พ่อสั่งเราไว้ว่า ‘เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึง ก่อไฟบูชา’ ทางที่ดี เราควรก่อไฟบูชา’ จึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ... ๓ ซีก... ๔ ซีก ... ๕ ซีก ... ๑๐ ซีก ... ๒๐ ซีก ... แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็นำ มาโขลกในครก ครั้นโขลกในครกแล้วก็โปรยในที่มีลมแรงด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ ไฟบ้าง’ แต่เขาก็ไม่ได้ไฟเลย

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๙] เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ มหาสกฏสตฺโถ สกฏสหสฺสํ ปุรตฺถิมา ชนปทา ปจฺฉิมํ ชนปทํ อคมาสิ ฯ โสเยว ๒ คจฺฉติ ขิปฺปํเยว ปริยาทิยติ ติณํ กฏฺโฐทกํ หริตกปณฺณํ ๓ ฯ ตสฺมึ โข ปน สตฺเถ เทฺว สตฺถวาหา อเหสุํ เอโก ปญฺจนฺนํ สกฏสตานํ เอโก ปญฺจนฺนํ สกฏสตานํ ฯ อถโข เตสํ สตฺถวาหานํ เอตทโหสิ อยํ โข มหาสกฏสตฺโถ สกฏสหสฺสํ เต มยํ เยน เยน คจฺฉาม ขิปฺปเมว ปริยาทิยติ ติณํ กฏฺโฐทกํ หริตกปณฺณํ ยนฺนูน มยํ อิมํ สตฺถํ ทฺวิธา วิภเชยฺยาม เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานีติ ฯ เต ตํ สตฺถํ ทฺวิธา วิภชึสุ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ ฯ เอโก ตาว สตฺถวาโห พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ อาโรเปตฺวา สตฺถํ ปยาเปสิ ๑ ฯ ทฺวีหตีหปยาโต ๒ โข ปน โส สตฺโถ อทฺทส ปุริสํ กาฬํ โลหิตกฺขึ ๓ อาสนฺนทฺธกลาปํ กุมุทมาลํ ๔ อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ กทฺทมมกฺขิเตหิ จกฺเกหิ ภเทฺรน รเถน ปฏิปถํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เอตทโวจ กุโต โภ อาคจฺฉสีติ ฯ อมุกมฺหา ชนปทาติ ฯ กุหึ คมิสฺสสีติ ฯ อมุกํ นาม ชนปทนฺติ ฯ กจฺจิ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐติ ฯ เอวํ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฯ อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โภ ปุริโส เอวมาห ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิL พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สตฺถํ ปยาเปถาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ฉฑฺเฑตฺวา ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สตฺถํ ปยาเปสุํ ฯ เต ปฐเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ทุติเยปิ สตฺถวาเส ฯ ตติเยปิ สตฺถวาเส ฯ จตุตฺเถปิ สตฺถวาเส ฯ ปญฺจเมปิ สตฺถวาเส ฯ ฉฏฺเฐปิ สตฺถวาเส ฯ สตฺตเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา สพฺเพ ว อนยพฺยสนํ อาปชฺชึสุเยว ๑ ฯ ตสฺมึ สตฺเถ อเหสุํ มนุสฺสา วา ปสู วา ฯ สพฺเพ ว โส ยกฺโข อมนุสฺโส ภกฺเขสิ ฯ อฏฺฐิกาเนว เสสานิ ๒ ฯ ยทา อญฺญาสิ ทุติโย สตฺถวาโห พหุนิกฺขนฺตโร โขทานิ โส สตฺโถติ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ อาโรเปตฺวา สตฺถํ ปยาเปสิ ฯ ทฺวีหตีหปยาโต โข ปน โส สตฺโถ อทฺทส ปุริสํ กาฬํ โลหิตกฺขึ อาสนฺนทฺธกลาปํ กุมุทมาลํ อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ กทฺทมมกฺขิเตหิ จกฺเกหิ ภเทฺรน รเถน ปฏิปถํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เอตทโวจ กุโต โภ อาคจฺฉสีติ ฯ อมุกมฺหา ชนปทาติ ฯ กุหึ คมิสฺสสีติ ฯ อมุกํ นาม ชนปทนฺติ ฯ กจฺจิ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐติ ฯ เอวํ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกาน ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฯ อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โภ ปุริโส เอวมาห ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ อยํ โภ ปุริโส เนว อมฺหากํ มิตฺโต น ญาติสาโลหิโต กถํ มยํ อิมสฺส สทฺธาย คมิสฺสาม น โว ฉฑฺเฑตพฺพานิ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ฯ ยถาภเตน ๑ ภณฺเฑน สตฺถํ ปยาเปถ น โน ปุราณํ ฉฑฺเฑสฺสามาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ยถาภเตน ภณฺเฑน สตฺถํ ปยาเปสุํ ฯ เต ปฐเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ทุติเยปิ สตฺถวาเส ฯ ตติเยปิ สตฺถวาเส ฯ จตุตฺเถปิ สตฺถวาเส ฯ ปญฺจเมปิ สตฺถวาเส ฯ ฉฏฺเฐปิ สตฺถวาเส ฯ สตฺตเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ตญฺจ สตฺถํ อทฺทสํสุ อนยพฺยสนํ อาปนฺนํเยว ๒ ฯ ตสฺมึ สตฺเถ อเหสุํ มนุสฺสา วา ปสู วา ฯ เตสญฺจ อฏฺฐิกาเนว อทฺทสํสุ ฯ เตน ยกฺเขน อมนุสฺเสน ภกฺขิตา ๓ ฯ อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โข โภ โส สตฺโถ อนยพฺยสนํ อาปนฺโน ยถา ตํ เตน พาเลน สตฺถวาเหน ปริณายเกน ฯ เตนหิ โภ ยานมฺหากํ สตฺเถ อปฺปสารานิ ปณิยานิ ตานิ ฉฑฺเฑตฺวา ยานิ อิมสฺมึ สตฺเถ มหาสารานิ ปณิยานิ ตานิ อาทิยถาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ยานิ สกสฺมึ สตฺเถ อปฺปสารานิ ปณิยานิ ตานิ ฉฑฺเฑตฺวา ยานิ ตสฺมึ สตฺเถ มหาสารานิ ปณิยานิ ตานิ อาทิยิตฺวา โสตฺถินา ตํ กนฺตารํ นิตฺถรึสุ ยถา ตํ ปณฺฑิเตน สตฺถวาเหน ปริณายเกน ฯ เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ พาโล อพฺยตฺโต อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสสิ อโยนิโส ปรโลกํ คเวสนฺโต เสยฺยถาปิ โส ปุริโส สตฺถวาโห เยปิ ตว โสตพฺพํ สทฺธาตพฺพํ ๑ มญฺญิสฺสนฺติ เตปิ อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ เต สตฺถิกา ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ต่อมา ชฎิลผู้บูชาไฟทำธุระในเมืองเสร็จแล้วจึงกลับมาอาศรมของตน ได้ถาม เด็กนั้นว่า ‘ลูกเอ๋ย ไฟของเจ้าไม่ดับบ้างเลยหรือ’

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เด็กนั้นตอบว่า ‘พ่อครับ ผมมัวเล่นอยู่ตรงนี้ ไฟก็ดับเสีย’ พอนึกขึ้นได้ว่า ‘พ่อสั่งไว้ว่า ‘เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึง ก่อไฟบูชา’ ทางที่ดี เราควรก่อไฟบูชา ผมจึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยคิดว่า ‘บางทีจะ ได้ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ... ๓ ซีก ... ๔ ซีก ... ๕ ซีก ... ๑๐ ซีก ... ๒๐ ซีก ... แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็ นำมาโขลกในครก ครั้นโขลกในครกแล้วก็โปรยในที่มีลมแรงด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๙๓๓

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร”