อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรูปินฺติ เอตฺถ ปน อรูปกสิณลาภึ, อรูปกฺขนฺธโคจรํ วาติ เอวมตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. เอตฺตาวตา ลาภิโน จตฺตาโร, เตสํ อนฺเตวาสิกา จตฺตาโร, ตกฺกิกา จตฺตาโร, เตสํ อนฺเตวาสิกา จตฺตาโรติ อตฺถโต ๒- โสฬสทิฏฺฐิคติกา ทสฺสิตา โหนฺติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่ เล็งเห็นอัตตา ว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามี เวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อ ไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่ สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์ ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ก็หา มิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การกล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุ ผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น นั้นไม่สมควร ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

นอตฺตปญฺญตฺติวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๑๙] เอวํ เย อตฺตานํ ปญฺญเปนฺติ, เต ทสฺเสตฺวา อิทานิ เย น ปญฺญเปนฺติ, เต ทสฺเสตุํ "กิตฺตาวตา จ อานนฺทา"ติ อาทิมาห. เก ปน น ปญฺญเปนฺติ? สพฺเพ ตาว อริยปุคฺคลา น ปญฺญเปนฺติ. เย จ พหุสฺสุตา ติปิฏกธรา ทฺวิปิฏกธรา เอกปิฏกธรา, อนฺตมโส เอกนิกายํปิ สาธุกํ วินิจฺฉินิตฺวา อุคฺคหิตธมฺมกถิโกปิ อารทฺธวิปสฺสโกปิ ปุคฺคโล, เต น ปญฺญเปนฺติเยว. ๓- เอเตสํ หิ ปฏิภาคกสิเณ ปฏิภาคกสิณมิจฺเจว สญฺญา ๔- โหติ. อรูปกฺขนฺเธสุ จ อรูปกฺขนฺธา อิจฺเจว.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อตฺตสมนุปสฺสนาวณฺณนา

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๖๙

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. มหานิทานสูตร”