อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อวิสารโทติ คหฏฺโฐ ตาว "อวสฺสํ พหุนฺนํ สนฺนิปาตฏฺฐาเน เกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสนฺติ, อถ มํ นิคฺคณฺหิสฺสนฺติ วา, ราชกุลสฺส วา ทสฺเสนฺตี"ติ ๓- สภโย อุปสงฺกมติ, มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโข อโธมุโข องฺคุฏฺฐเกน ภูมึ กสนฺโต นิสีทติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ, ปพฺพชิโตปิ "พหู ภิกฺขู สนฺนิปติตา, อวสฺสํ โกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสติ, อถ เม อุโปสถํปิ ปวารณํปิ ฐเปตฺวา สามญฺญโต จาเวตฺวา นิกฺกฑฺฒิสฺสนฺตี"ติ สภโย อุปสงฺกมติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ. เอกจฺโจ ปน ทุสฺสีโลปิ อทุสฺสีโล ๔- วิย จรติ, โสปิ อชฺฌาสเยน มงฺกุ โหติเยว.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตีติ ตสฺส หิ มรณมญฺเจ นิปนฺนสฺส ทุสฺสีลกมฺเม สมาทาย วตฺติตฏฺฐานํ ๕- อาปาถํ อาคจฺฉติ, โส อุมฺมิเลตฺวา อิธโลกํ ปสฺสติ, นิมฺมิเลตฺวา ปรโลกํ ปสฺสติ, ตสฺส จตฺตาโร อปายา อุปฏฺฐหนฺติ, สตฺติสเตน สีเส ปหริยมาโน วิย โหติ, โส "วาเรถ, วาเรถา"ติ วิรวนฺโต มรติ. เตน วุตฺตํ "สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตี"ติ. ปญฺจมปทํ อุตฺตานเมว.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๕๐] อานิสํสกถา วุตฺตวิปริยาเยน เวทิตพฺพา.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๕๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลาย นั้น ภิกษุเหล่าใด ยังมีราคะไม่ไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้น บางพวกประคอง แขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้ง เกลือกไปมาดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก อันตรธานเสียเร็วนัก ส่วนภิกษุเหล่าใด ที่มีราคะไป ปราศแล้วภิกษุเหล่านั้นมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๑๕๑] พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถายาติ อญฺญาย ปาลิมุตฺติกาย ธมฺมีกถาย เจว อาวสถานุโมทนกถาย จ อากาสคงฺคํ โอตาเรนฺโต วิย, โยชนปฺปมาณํ มหามธุํ ปีเฬตฺวา มธุปานํ ปาเยนฺโต วิย พหุเทว รตฺตึ

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๕๑] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลย อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสบอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็น อย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี เพราะ ฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของ ชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้วปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มี ความทำลายเป็น ธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พวกเทวดาพากันยกโทษอยู่ ท่านพระอานนท์ถามว่า ท่าน อนุรุทธะ พวก เทวดาเป็นอย่างไร กระทำไว้ในใจเป็นไฉน ท่านพระอนุรุทธะ ตอบว่า มีอยู่ อานนท์ผู้มีอายุ เทวดา บางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือก ไปมาดุจมีเท้าอันขาดแล้วรำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จ ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก อันตรธานเสียเร็วนัก ดังนี้ เทวดาบางพวก สำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดินสยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา ดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน เสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุใน โลกอันตรธานเสียเร็วนัก ดังนี้ ส่วนเทวดาที่ปราศจากราคะแล้ว มีสติสัมปชัญญะ อดกลั้น โดยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะ พึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน ฯ ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระอานนท์ ยังกาลให้ล่วงไปด้วย ธรรมีกถาตลอด ราตรีที่ยังเหลืออยู่นั้น ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะสั่งท่านพระอานนท์ว่า ไปเถิด อานนท์ผู้มีอายุ ท่านจงเข้าไปเมืองกุสินารา บอกแก่พวก เจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มี พระภาคเสด็จปรินิพพาน แล้ว ขอพวกท่านจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ท่านพระอานนท์รับคำ ท่านพระ อนุรุทธะแล้ว เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว ฯ

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๒๒๗

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”