อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เย หิ เกจีติ อิทํ เจติยจาริกาย สาตฺถกภาวทสฺสนตฺถํ วุตฺตํ. ตตฺถ เจติยจาริกํ อาหิณฺฑนฺตาติ เย จ ตาว ตตฺถ ตตฺถ เจติยงฺคณํ สมฺมชฺชิตฺวา ๒- อาสนานิ โธวนฺตา ๓- โพธิมฺหิ อุทกํ อาสิญฺจนฺตา อาหิณฺฑนฺติ, เตสุ วตฺตพฺพเมว นตฺถิ. อสุกวิหาเร "เจติยํ วนฺทิสฺสามา"ติ นิกฺขมิตฺวา ปสนฺนจิตฺตา อนฺตรา กาลํ กโรนฺตาปิ อนนฺตราเยน สคฺเค ปติฏฺฐหิสฺสนฺติเยวาติ ทสฺเสติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๓๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ จะพึงปฏิบัติใน พระสรีระของ พระตถาคตอย่างไร ฯ ดูกรอานนท์ พวกเธอจงอย่าขวนขวาย เพื่อบูชาสรีระตถาคตเลย จงสืบต่อพยายาม ในประโยชน์ของตนๆ เถิด จงเป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของ ตนๆ มีความเพียร มีตนอัน ส่งไปแล้วอยู่เถิด กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี พราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ผู้เลื่อมใสยิ่งในตถาคตมีอยู่ เขา ทั้งหลายจักกระทำการบูชาสรีระตถาคต ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาทั้งหลาย จะพึงปฏิบัติในพระสรีระของ ตถาคตอย่างไร ฯ ดูกรอานนท์ พึงปฏิบัติในสรีระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระ พระเจ้าจักร พรรดิ ฯ ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ฯ ดูกรอานนท์ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อ ด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้ว เชิญพระสรีระลงในร างเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้วกระทำ จิตกาธารด้วยไม้หอมล้วน ถวาย พระเพลิงพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูป ของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้า จักรพรรดิ ด้วยประการฉะนี้แล พวกกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น พึงปฏิบัติใน สรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างสถูปของ ตถาคต ไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณ จักอภิวาท หรือจักยังจิต ให้เลื่อมใสในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อานนฺทปุจฺฉากถาวณฺณนา

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๒๐๓] อทสฺสนํ อานนฺทาติ ยเทตํ มาตุคามสฺส อทสฺสนํ, อยเมตฺถ อนุธมฺมปฏิปตฺตีติ ๑- ทสฺเสติ. ทฺวารํ ปิทหิตฺวา เสนาสเน นิสินฺโน หิ ภิกฺขุ อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิตํปิ มาตุคามํ ยาว น ปสฺสติ, ตาวสฺส เอกํเสเนว โลโภ น อุปฺปชฺชติ, น จิตฺตํ จลติ. ทสฺสเน ปน สติเยว ตทุภยํปิ อสฺส. เตนาห "อทสฺสนํ อานนฺทา"ติ. ทสฺสเน ภควา สติ กถนฺติ ภิกฺขํ คเหตฺวา อุปคตฏฺฐานาทีสุ ทสฺสเน สติ กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ปุจฺฉติ. อถ ภควา ยสฺมา ขคฺคํ คเหตฺวา "สเจ มยา สทฺธึ อาลปสิ, เอตฺเถว เต สีสํ ปาเตสฺสามี"ติ ฐิตปุริเสน วา, "สเจ มยา สทฺธึ อาลปสิ, เอตฺเถว เต มํสํ วธาเปตฺวา ๒- ขาทิสฺสามี"ติ ฐิตาย วา ยกฺขินิยา อาลปิตุํ วรํ. เอกสฺเสว หิ อตฺตภาวสฺส ตปฺปจฺจยา วินาโส โหติ, น อปาเยสุ อปริจฺฉินฺนทุกฺขานุภวนํ. มาตุคาเมน ปน อลฺลาปสลฺลาเป สติ วิสฺสาโส โหติ, วิสฺสาเส สติ โอตาโร โหติ, โอติณฺณจิตฺโต สีลพฺยสนํ ปตฺวา อปายปูรโก โหติ, ตสฺมา อนาลาโปติ อาห. วุตฺตมฺปิ เจตํ:-

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๓๐๔

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”