อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๑๕๑] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลย อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสบอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็น อย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี เพราะ ฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของ ชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้วปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มี ความทำลายเป็น ธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พวกเทวดาพากันยกโทษอยู่ ท่านพระอานนท์ถามว่า ท่าน อนุรุทธะ พวก เทวดาเป็นอย่างไร กระทำไว้ในใจเป็นไฉน ท่านพระอนุรุทธะ ตอบว่า มีอยู่ อานนท์ผู้มีอายุ เทวดา บางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือก ไปมาดุจมีเท้าอันขาดแล้วรำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จ ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก อันตรธานเสียเร็วนัก ดังนี้ เทวดาบางพวก สำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดินสยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา ดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน เสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุใน โลกอันตรธานเสียเร็วนัก ดังนี้ ส่วนเทวดาที่ปราศจากราคะแล้ว มีสติสัมปชัญญะ อดกลั้น โดยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะ พึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน ฯ ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระอานนท์ ยังกาลให้ล่วงไปด้วย ธรรมีกถาตลอด ราตรีที่ยังเหลืออยู่นั้น ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะสั่งท่านพระอานนท์ว่า ไปเถิด อานนท์ผู้มีอายุ ท่านจงเข้าไปเมืองกุสินารา บอกแก่พวก เจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มี พระภาคเสด็จปรินิพพาน แล้ว ขอพวกท่านจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ท่านพระอานนท์รับคำ ท่านพระ อนุรุทธะแล้ว เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

@๓ ฉ.ม.,อิ. สนฺธาเรตุํ. ๔ ฉ.ม. ปฏิปิสนฺตา, อิ. ปฏิปึสนฺตา. ๕ ฉ.ม. ปโรทนฺติ. เอวมาห. ภควติ อาฆาเตน. อยํ กิร โส ขนฺธเก อาคเต อาตุมาวตฺถุสฺมึ นฺหาปิตปุพฺพโก วุฑฺฒปพฺพชิโต ภควติ กุสินารโต นิกฺขมิตฺวา อฑฺฒเตรเสหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ อาตุมํ คจฺฉนฺเต ภควา อาคจฺฉตีติ สุตฺวา "อาคตกาเล ยาคุทานํ ๑- กริสฺสามี"ติ สามเณรภูมิยํ ฐิเต เทฺว ปุตฺเต เอตทโวจ "ภควา กิร ตาตา อาตุมํ อาคจฺฉติ มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ อฑฺฒเตรเสหิ ภิกฺขุสเตหิ, คจฺฉถ ตุเมฺห ตาตา ขุรภณฺฑํ อาทาย นาฬิยา วาปเกน อนุฆรกํ อนุฆรกํ อาหิณฺฑถ, โลณํปิ เตลํปิ ตณฺฑุลํปิ ขาทนียํปิ สํหรถ, ภควโต อาคตสฺส ยาคุทานํ กริสฺสามา"ติ. ๒- เต ตถา อกํสุ.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มนุสฺสา เต ทารเก มญฺชุเก ปฏิภาเณยฺยเก ทิสฺวา กาเรตุกามาปิ อกาเรตุกามาปิ กาเรนฺติเยว. กตกาเล จ "ปฏิคฺคณฺหิสฺสถ ๓- ตาตา"ติ ปุจฺฉนฺติ. เต วทนฺติ "น อมฺหานํ อญฺเญน เกนจิ อตฺโถ, ปิตา ปน โน ภควโต อาคตกาเล ยาคุทานํ ทาตุกาโม"ติ. ตํ สุตฺวา มนุสฺสา อปริคเณตฺวาว ยํ เต สกฺโกนฺติ หริตุํ, ๔- สพฺพํ เทนฺติ. ยมฺปิ น สกฺโกนฺติ, มนุสฺเสหิ เปเสนฺติ. อถ ภควติ อาตุมํ อาคนฺตฺวา ภูสาคารกํ ปวิฏฺเฐ สุภทฺโท สายณฺหสมเย คามทฺวารํ คนฺตฺวา มนุสฺเส อามนฺเตสิ "อุปาสกา นาหํ ตุมฺหากํ สนฺติกา อญฺญํ กิญฺจิ คณฺหิสฺสามิ, ๕- มยฺหํ ทารเกหิ อาภตานิ ตณฺฑุลาทีนิเยว ๖- สํฆสฺส ปโหนฺติ. หตฺถกมฺมมตฺตเมว ๗- เทถา"ติ. "กึ ภนฺเต กโรมาติ. ๘- "อิทํ จ อิทํ จ คณฺหถา"ติ สพฺพูปกรณานิ คาหาเปตฺวา วิหาเร อุทฺธนานิ กาเรตฺวา เอกํ กาฬกํ กาสาวํ นิวาเสตฺวา ตาทิสเมว ปารุปิตฺวา "อิทํ กโรถ อิทํ กโรถา"ติ สพฺพรตฺตึ วิจาเรนฺโต สตสหสฺสํ วิสชฺเชตฺวา โภชฺชยาคุญฺจ มธุโคฬกญฺจ ปฏิยาทาเปสิ. โภชฺชยาคุ นาม ภุญฺชิตฺวา ปาตพฺพยาคุ, ตตฺถ สปฺปิมธุผาณิตมจฺฉมํสปุปฺผผลรสาทิ ยํ กิญฺจิ ขาทนียํ นาม สพฺพํ ปกฺขิปติ, กีฬิตุกามานํ สีสมกฺขนโยคฺคา โหติ สุคนฺธคนฺธา.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๓๓๔

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”