อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภาษาไทย ฉบับหลวง
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
@๓ ขุ. ปฏิ. ๓๑/๖๑๔/๕๒๕ ธมฺมจกฺกกถา (สยา) ๔ ฉ.ม. สิขาปตฺตํ, อิ. สิขาปฺปตฺตํ, มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิตฺวา ปธานมนุยุญฺชิตฺวา โพธิปลฺลงฺกํ อารุยฺห มารพลํ วิธมิตฺวา ปฐเม ยาเม ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรนฺติ, ทุติเย ยาเม ทิพฺพจกฺขุํ วิโสเธนฺติ, ตติเย ยาเม ปจฺจยาการํ สมฺมสิตฺวา อานาปานจตุตฺถชฺฌานโต วุฏฺฐาย ปญฺจสุ ขนฺเธสุ อภินิวิสิตฺวา อุทยพฺพยวเสน สมปญฺญาสลกฺขณานิ ทิสฺวา ยาว โคตรภูญาณา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อริยมคฺเคน สกเล พุทฺธคุเณ ปฏิวิชฺฌนฺติ. อยํปิ จ มหาปุริโส ปูริตปารมี, โส ยถาวุตฺตเมว สพฺพํ อนุกฺกมํ กตฺวา ปจฺฉิมยาเม อานาปานจตุตฺถชฺฌานโต วุฏฺฐาย ปญฺจสุ ขนฺเธสุ อภินิวิสิตฺวา วุตฺตปฺปการํ อุทยพฺพยวิปสฺสนํ อารภิ, ตํ ทสฺเสตุํ อิทํ วุตฺตํ.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้าพระ นามว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริว่า ไฉนหนอเราพึงแสดงธรรม ดูกรภิกษุ ทั้งหลายลำดับนั้น พระ ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ทรง พระดำริว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้ เฉพาะบัณฑิต ส่วนหมู่สัตว์นี้ มีอาลัย เป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็อันหมู่สัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่ ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ยากที่จะเห็นได้ซึ่ง ฐานะนี้ คือ ปัจจัย แห่งสภาวธรรมอันเป็นที่อาศัยกันเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุบาท) ยากที่จะเห็นได้ ซึ่งฐานะ แม้นี้คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่ สิ้นไปแห่งตัณหา คลายความกำหนัด ดับทุกข์ ก็และเราพึงแสดงธรรม แต่สัตว์เหล่าอื่นไม่พึงรู้ ทั่วถึงธรรมของเรา นั้นพึงเป็นความลำบากแก่เรา นั้นพึง เป็นความเดือดร้อนแก่เรา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า คาถาทั้งหลายที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักซึ่งพระองค์ มิได้เคยสดับ มาแล้วแต่ก่อน ได้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ดังนี้ บัดนี้ ไม่ควรเลยที่จะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุ แล้วโดยแสนยาก ธรรมนี้อันสัตว์ที่ถูกราคะและโทสะครอบงำแล้ว ไม่ตรัสรู้ได้โดย ง่าย สัตว์ที่ถูกราคะย้อมไว้ ถูกกองแห่งความมืดหุ้มห่อไว้แล้ว จักเห็นไม่ได้ซึ่งธรรมที่มีปรกติไปทวนกระแส อันละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู ฯ
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ตตฺถ อิติ รูปนฺติ อิทํ รูปํ, เอตฺตกํ รูปํ, อิโต อุทฺธํ รูปํ นตฺถีติ รุปฺปนสภาวญฺเจว ภูตูปาทายเภทญฺจ อาทึ กตฺวา ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานวเสน อนวเสสรูปปริคฺคโห วุตฺโต. อิติ รูปสฺส สมุทโยติ อิมินา เอวํ ปริคฺคหิตสฺส รูปสฺส สมุทยทสฺสนํ วุตฺตํ. ตตฺถ อิตีติ เอวํ สมุทโย โหตีติ อตฺโถ. ตสฺส วิตฺถาโร "อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทโย, ตณฺหาสมุทยา รูปสมุทโย, กมฺมสมุทยา รูปสมุทโย, อาหารสมุทยา รูปสมุทโยติ, นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส สมุทยํ ปสฺสตี"ติ ๑- เอวํ เวทิตพฺโพ. อตฺถงฺคเมปิ "อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธ ฯเปฯ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส นิโรธํ ปสฺสตี"ติ อยํ อสฺส วิตฺถาโร. อิติ เวทนาติอาทีสุปิ อยํ เวทนา, เอตฺตกา เวทนา, อิโต อุทฺธํ เวทนา นตฺถิ. อยํ สญฺญา. อิเม สงฺขารา. อิทํ วิญฺญาณํ, เอตฺตกํ วิญฺญาณํ, อิโต อุทฺธํ วิญฺญาณํ นตฺถีติ เวทยิตสญฺชานนอภิสงฺขรณวิชานน- สภาวญฺเจว สุขาทิรูปสญฺญาทิผสฺสาทิจกฺขุวิญฺญาณาทิเภทญฺจ อาทึ กตฺวา ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานวเสน อนวเสสเวทนาสญฺญาสงฺขารวิญฺญาณปริคฺคโห วุตฺโต. อิติ เวทนาย สมุทโยติอาทีหิ ปน เอวํ ปริคฺคหิตานํ เวทนาสญฺญา- สงฺขารวิญฺญาณานํ สมุทยทสฺสนํ วุตฺตํ. ตตฺราปิ อิตีติ เอวํ สมุทโย โหตีติ อตฺโถ. เตสํปิ วิตฺถาโร "อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโย"ติ ๒- รูเป วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺโพ. อยํ ปน วิเสโส, ตีสุ ขนฺเธสุ "อาหารสมุทยา"ติ อวตฺวา