อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๕๖] ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ในปัญหา พยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไป ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ความริษยาและความตระหนี่ มีอะไรเป็นเหตุ มี อะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไร เป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ความริษยา และความตระหนี่จึงมี เมื่ออะไรไม่มี ความริษยาและ ความตระหนี่จึงไม่มี ฯ ภ. ดูกรจอมเทพ ความริษยาและความตระหนี่มีอารมณ์เป็นที่รักและ อารมณ์อันไม่เป็น ที่รักเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด อันเป็นแดนเกิด เมื่อ อารมณ์อันเป็นที่รักและอารมณ์อัน ไม่เป็นที่รักมีอยู่ ความริษยาและความตระหนี่ จึงมี เมื่ออารมณ์อันเป็นที่รักและอารมณ์อันไม่เป็น ที่รักไม่มี ความริษยาและความ ตระหนี่จึงไม่มี ฯ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ อารมณ์อันเป็นที่รักและอารมณ์อันไม่เป็น ที่รัก มีอะไร เป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี อารมณ์อันเป็น ที่รักและอารมณ์อันไม่เป็นที่รักจึงมี เมื่ออะไรไม่มี อารมณ์อันเป็นที่รักและอารมณ์อันไม่เป็นที่รัก จึงไม่มี ฯ ดูกรจอมเทพ อารมณ์อันเป็นที่รักและอารมณ์อันไม่เป็นที่รัก มีความพอ ใจเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อความพอใจมี อารมณ์ อันเป็นที่รักและอารมณ์อันไม่ เป็นที่รักจึงมี เมื่อความพอใจไม่มี อารมณ์อันเป็น ที่รักและอารมณ์อันไม่เป็นที่รักจึงไม่มี ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ความพอใจมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ความพอใจจึงมี เมื่ออะไร ไม่มี ความพอใจจึงไม่มี ฯ ดูกรจอมเทพ ความพอใจมีความตรึกเป็นเหตุ เป็นสมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อความตรึกมี ความพอใจจึงมี เมื่อความตรึกไม่มี ความพอใจ จึงไม่มี ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ความตรึกมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ความตรึกจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ความตรึกจึงไม่มี ฯ ดูกรจอมเทพ ความตรึกมีส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม เป็นเหตุ เป็น สมุทัย เป็นกำเนิด เป็นแดนเกิด เมื่อส่วนแห่งสัญญาอันประกอบ ด้วยปปัญจธรรมมี ความตรึก จึงมี เมื่อส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม ไม่มี ความตรึกจึงไม่มี ฯ

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

@ vaṭṭatīti 4 cha.Ma.,i. ekadivaseneva 5 cha.Ma.,i. kahāpanādivasena

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

@6 cha.Ma., i. karissanti. Kareyyāthāti. Atha rājā "ayaṃ mayhaṃ mahāravaṃ ravatī"ti saddahitvā "tenahi gaccha tvameva ne ānehī"ti balaṃ datvā pesesi. So gantvā divasaṃ araññe kammaṃ katvā sāyamāsaṃ bhuñjitvā gāmamajjhe nisīditvā "sve kiṃ kammaṃ karissāma, kiṃ maggaṃ samaṃ karoma, pokkharaṇiṃ khaṇāma, setuṃ bandhāmā"ti mantayamāneyeva te parivāretvā "mā phandittha, rañño āṇā"ti bandhitvā pāyāsi.

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Atha kho nesaṃ itthiyo "sāmikā kira vo `rājāparājikā corā'ti bandhitvā nīyantī"ti sutvā "aticirena kūṭā ete `puññakammaṃ karomā'ti divase divase araññameva gacchanti, sabbakammantā parihīnā, gehe na kiñci vaḍḍhati, suṭṭhu bandhā suṭṭhu gahitā"ti vadiṃsu. Gāmabhojakopi te netvā rañño dassesi. Rājā anupaparikkhitvāyeva "hatthinā maddāpethā"ti āha. Tesu nīyamānesu magho itare āha "bho sakkhissatha mama vacanaṃ kātun"ti. Tava vacanaṃ karontāyevamhā imaṃ bhayaṃ pattā evaṃ santepi tava vacanaṃ karoma, bhaṇa bho kiṃ karomāti. Etha bho vaṭṭe carantānaṃ nāma nibandhaṃ etaṃ, kiṃ pana tumhe corāti. Na coramhāti. Imassa lokassa saccakiriyā nāma avassayo, tasmā sabbepi "yadi amhe corā hatthī maddatu, atha na corā mā maddatū"ti saccakiriyaṃ karothāti. Te tathā akaṃsu. Hatthī upagantuṃpi na sakkoti, viravanto palāyati, hatthiṃ tuttatomaraṅkusehi koṭṭentāpi upanetuṃ na sakkonti. "hatthiṃ upanetuṃ na sakkomā"ti rañño ārocesuṃ. Tenahi tesaṃ upari kaṭena paṭicchādetvā maddāpethāti. Upari kaṭe dinne dviguṇaravaṃ viravanto palāyati.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๒๘

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”