ในบทเหล่านั้น บทว่า วิปริณตา ความว่า ถึงซึ่งความแปรปรวน เหมือนประทีปดับ โดยละปกติไปฉะนั้น.

บทว่า เอวํ อนิจฺจาโข อานนฺท สงฺขารา ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว กลับไม่มีอย่างนี้.

บุรุษผูกพะองในต้นไม้จำปาสูงร้อยศอกขึ้นแล้ว ถือเอาดอกไม้จำปาแก้พะองลงมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงยกซึ่งสมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ สูงถึงแสนโกฏิปีไม่ใช่น้อย เหมือนผูกพะอง ทรงถือเอาอนิจลักษณะที่ตั้งอยู่ในที่สุดแห่งสมบัติ ก้าวลงเหมือนแก้พะอง ด้วยประการฉะนี้.

ด้วยเหตุนั้น ในกาลก่อน พระเจ้าวสภะทรงสดับพระสูตรนี้ ที่พระทีฆภาณกเถระสาธยายในอัมพลัฏฐิกา ด้านทิศตะวันออกแห่งโลหะปราสาท แล้วทรงคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวอะไรในที่นี้ พระผู้เป็นเจ้ากล่าวเฉพาะสมบัติในฐานที่ตนได้กินได้ดื่มเท่านั้น ทรงเหยียดพระหัตถ์ซ้าย ประสานด้วยพระหัตถ์ขวาว่า ท่านมีจักษุด้วยจักษุห้าประการ เห็นสูตรนี้แล้วกล่าวอย่างนี้ ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล. ทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า สาธุ สาธุ ทรงให้สาธุการ.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๙๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. มหาสุทัสสนสูตร”