สาวกผู้เดินตามหลังพระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูอย่างนี้ ได้มีความนึกคิดชั่วเช่นนี้.

คำว่า เอตทโวจ อธิบายว่า

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า สุนักขัตตะผู้มีอัธยาศัยทรามนี้ เห็นนักบวชนี้แล้วคิดอย่างไรหนอ ครั้นทรงดำริอย่างนี้ ทรงทราบอัธยาศัยของเขา ทรงพิจารณาเห็นว่า โมฆบุรุษผู้นี้เดินตามหลังของพระสัพพัญญูเช่นเรา ไปสำคัญนักบวชผู้เปลือยกายว่าเป็นพระอรหันต์ บัดนี้ คนพาลผู้นี้ควรถูกตำหนิโทษ ณ ที่นี้แหละ ยังไม่ทันได้เสด็จกลับเลย ได้ตรัสคำว่า ตฺวํปิ นาม เป็นต้นนี้.

ปิ ศัพท์ในคำว่า ตฺวํปิ นาม นั้น ลงในอรรถว่า ติเตียน. เพราะพระผู้มีพระภาค เมื่อทรงติเตียนสุนักขัตตะ ได้ตรัสคำว่า “ตฺวํปิ นาม”.

เล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค๑๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. ปาฏิกสูตร”