บทว่า สุสํคหิตสฺส โหนฺติ แปลว่า เป็นผู้อันเขาสงเคราะห์ได้ง่าย. อธิบายว่า ชนนั้นจงให้ก็ดี อย่าให้ก็ดี จงกระทำก็ดี อย่ากระทำก็ดี ชนทั้งหลายเป็นอันสงเคราะห์อย่างดีแล้ว ย่อมไม่ทำลายกัน ย่อมให้ในกาลที่ควรให้แก่เขา ชนทั้งหลายย่อมคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ เขาเห็นจะไม่มี จึงไม่ให้ ด้วยเหตุนั้น เรื่องอะไรเราจะบำรุงผู้ให้อย่างเดียว เราจะไม่บำรุงผู้ไม่ให้ผู้ไม่กระทำดังนี้.
กรรมคือการสงเคราะห์มีทานเป็นต้น ที่เขาทำตลอดกาลนาน ชื่อว่า กรรมในที่นี้. ชนใดเป็นผู้ไม่สงเคราะห์อย่างนี้ ชนนั้นจงรู้ความที่เขาไม่สงเคราะห์ด้วยเหตุนี้ ดังนั้นในเรื่องนี้ เขาจึงเป็นผู้มีมือและเท้ากระด้างและเป็นผู้มีลักษณะของคนที่ตั้งอยู่ไม่เรียบ ชื่อว่า คล้ายกรรม. ก็โลกพร้อมด้วยเทวโลกจงรู้ความที่พระตถาคตทรงเป็นผู้สงเคราะห์ตลอดกาลนาน ด้วยเหตุนี้ ดังนั้น ลักษณะ ๒ อย่างนี้ย่อมเกิดขึ้น. ทั้งสองลักษณะนี้แหละ ชื่อว่า ลักษณะ. ความเป็นผู้มีบริวารอันสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี ชื่อว่า อานิสงส์.
บทว่า กริย แปลว่า ทำแล้ว. บทว่า จริย แปลว่า ประพฤติแล้ว.
บทว่า อนวมเตน แปลว่า ด้วยไม่ดูหมิ่น. อธิบายว่า ไม่ใช่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ใช่ด้วยทานอันตนให้แล้ว ไม่ได้ด้วยความเย้ยหยัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที