ในข้อนั้นมีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า วันหนึ่ง พญาสีหราชนั้นกลับจากที่แสวงหาอาหาร ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกนั้น กำลังหนีไปเพราะความกลัว เกิดความการุณย์จึงพูดว่า สหายรักอย่ากลัวเลย หยุดก่อน ท่านชื่ออะไร. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า เราชื่อชมพุกะ นาย. พญาราชสีห์จึงพูดว่า ชัมพุกะผู้มีวัยเสมอกัน ตั้งแต่นี้ไปท่านสามารถอุปัฏฐากเราได้หรือ. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า เราจักอุปัฏฐากท่าน. ตั้งแต่นั้นมา สุนัขจิ้งจอกนั้นก็อุปัฏฐาก (พญาราชสีห์). พญาราชสีห์เมื่อกลับจากที่แสวงหาอาหาร ก็นำเนื้อชิ้นใหญ่มาให้. สุนัขจิ้งจอกนั้นเคี้ยวกินเนื้อชิ้นใหญ่นั้นแล้วก็อยู่บนแผ่นหินในที่ไม่ไกล. พอเวลาล่วงไปสองสามวันเท่านั้น สุนัขจิ้งจอกนั้นก็อ้วนท้วน มีลำคอใหญ่.

ครั้งนั้น พญาราชสีห์นั้นได้กล่าวกับสุนัขจิ้งจอกนั้นว่า เฮ้ย ชัมพุกะ ท่านจักสามารถพูดว่า ในเวลาที่เราบิดกาย ท่านสามารถจะยืนอยู่ในที่ไม่ไกลแล้วพูดว่า ข้าแต่นาย ท่านจงโกรธได้หรือไม่. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า สามารถ นาย. ในเวลาที่ราชสีห์บิดกาย สุนัขจิ้งจอกได้ทำตามที่สั่ง เพราะการกระทำตามนั้น. พญาราชสีห์จึงมีอัสมิมานะอย่างยิ่ง.

ต่อมาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกแก่เมื่อดื่มน้ำในสระได้เห็นเงาของตน เห็นร่างตนอ้วนและคอใหญ่ ไม่ทำใจว่าเราเป็นสุนัขจิ้งจอกแก่มากแล้ว แต่สำคัญว่าแม้เราก็เป็นราชสีห์ จึงได้พูดคำนี้กับตนว่า เฮ้ย ชัมพุกะ การที่อัตตภาพนี้ของเจ้าบริโภคเนื้อที่เป็นเดนผู้อื่น ควรแล้วหรือ เจ้ามิใช่ลูกผู้ชายหรือ แม้ราชสีห์ก็มีสี่เท้าสองเขี้ยว สองหูและมีหางเดียว แม้อวัยวะทั้งหมดของเจ้าก็มีเหมือนราชสีห์ เจ้าเองมิใช่มีกำลังเพียงเกษรดอกไม้อย่างเดียวเท่านั้น. เมื่อสุนัขจิ้งจอกแก่คิดอย่างนี้ อัสมิมานะก็กำเริบขึ้น. ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกแก่นั้นได้เกิดความสำคัญว่า เราคือใครเป็นต้น เพราะโทษแห่งอัสมิมานะนั้น.

เล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค๔๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. ปาฏิกสูตร”