คำว่า ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ความว่า ทรงเหลียวดูทิศใดๆ หมู่ภิกษุในทิศนั้นๆ นิ่งสงบทีเดียว. คำว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า เหลียวดูโดยทิศนั้นๆ ด้วยจักษุ ๒ อย่าง คือ มังสจักษุและทิพยจักษุ.

จริงอยู่ ทรงกำหนดอิริยาบถภายนอกของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้นมิได้มีภิกษุผู้คะนองมือคะนองเท้าแม้สักรูปเดียว ไม่มีรูปไหนยื่นศีรษะพูดจา หรือนั่งหลับ. ภิกษุทั้งปวงนั้นเป็นผู้ศึกษาอบรมมาแล้วด้วยไตรสิกขา นั่งสงบนิ่ง เสมือนหนึ่งเปลวประทีปในที่อันสงัดลม ฉะนั้น. ทรงกำหนดอิริยาบถนี้ของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ ด้วยประการดังนี้.

อนึ่ง ทรงเจริญอาโลก (แสงสว่าง) จนเห็นหทัยรูปของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงตรวจดูศีลภายใน ด้วยทิพยจักษุ. พระองค์ได้ทรงเห็นศีลอันเข้าถึงพระอรหัตของภิกษุหลายร้อย ประดุจว่าประทีปอันสว่างโพลงอยู่ภายในหม้อ. แท้จริงภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ปรารภวิปัสสนา. ได้ทรงเห็นศีลของภิกษุเหล่านั้นด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า "ภิกษุเหล่านี้คู่ควรแก่เรา ทั้งเราก็คู่ควรแก่ภิกษุเหล่านี้" แล้วทรงตั้งนิมิตไว้ในพื้นจักษุ ตรวจดูหมู่สงฆ์ แล้วตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรว่า " เราเมื่อยหลัง."

เพราะเหตุไร จึงทรงเมื่อยหลัง?

เล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค๕๒๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. สังคีติสูตร”