บทว่า วิปฺปกถา ได้แก่ ที่ค้างอยู่ยังไม่จบ เพราะการมาของเราเป็นปัจจัย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยินยอมแบบพระสัพพัญญูว่า เธอจงกล่าวไปเถิด เราจักแสดงธรรมนั้นให้จบให้ถึงที่สุด.

บทว่า ทุชฺชานํ โข ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของปริพาชกแล้ว ทรงดำริว่า ปริพาชกนี้ย่อมถามถึงธรรมที่เราแสดงแก่พระสาวกอันเป็นข้อปฏิบัติที่พระสาวกเหล่านั้นพึงบำเพ็ญ หากเราจักกล่าวธรรมนั้นแต่ต้นแก่เขา เขาจักไม่รู้ธรรมแม้ที่เรากล่าวแล้ว ก็ปริพาชกนี้เป็นผู้มีวาทะรังเกียจบาปด้วยความเพียร เอาเถอะ เราจะให้เขาถามปัญหาในวิสัยแห่งวาทะนั้นเท่านั้น แล้วจะแสดงความไม่มีประโยชน์แห่งลัทธิของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก ครั้นแล้วจักพยากรณ์ปัญหานี้ในภายหลัง จึงตรัสว่า ทุชฺชานํ โข เอตํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเก อาจริยเก คือในลัทธิอาจารย์ของตน. บทว่า อธิเชคุจฺเฉ คือ ในการเกลียดบาปด้วยความเพียร. บทว่า กถํ สนฺตา คือ เป็นอย่างไร. บทว่า ตโปชิคุจฺฉา ได้แก่ การเกลียดบาป คือการหน่ายบาปด้วยความเพียร. บทว่า ปริปุณฺณา คือบริสุทธิ์แล้ว. คำว่า กถํ อปริปุณฺณา ได้แก่ เธอจงถามอย่างนี้ว่า ไม่บริสุทธิ์อย่างไร. บทว่า ยตฺร หิ นาม คือ โย นาม.

เล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค๗๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. อุทุมพริกสูตร”