หารนัยที่ชื่อว่า ลักษณะนี้ใด (ที่มีมา) ในเนตติปกรณ์อย่างนี้ว่า เมื่อกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ด้วยธรรมอย่างหนึ่งนั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงธรรมทุกอย่างที่มีลักษณะอย่างเดียวกันด้วยลักษณะหารนัย ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ดังนี้ เป็นอันท่านกล่าวไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ด้วยอำนาจแห่งหารนัยนั้น เพราะเหตุที่เมื่อถือเอามหาภูตรูปทั้ง ๔ ก็ย่อมเป็นอันถือเอาอุปาทายรูปไว้ด้วย เพราะอุปาทายรูปไม่ล่วงพ้นลักษณะรูปไปได้ มหาภูตรูปและอุปาทายรูปอันใดอันนั้นเป็นรูปขันธ์ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมสำคัญปฐวี อาโป เตโช วาโย ก็ย่อมเป็นอันตรัสว่า เขาย่อมพิจารณาเห็นรูปว่าเป็นอัตตาด้วย.

เมื่อตรัสว่า ปุถุชนย่อมสำคัญในปฐวี อาโป เตโช วาโย ย่อมเป็นอันตรัสว่า ย่อมพิจารณาเห็นอัตตาในรูป ดังนี้. เมื่อตรัสว่า ย่อมสำคัญจากปฐวี อาโป เตโช วาโย ย่อมเป็นอันตรัสว่า ย่อมพิจารณาเห็นอัตตาอันมีรูป และรูปในอัตตา เพราะสำเร็จความว่า อัตตาเป็นอื่นจากรูป ดังนี้.

พึงทราบความสำคัญด้วยอำนาจแห่งสักกายทิฏฐิอันมีรูปเป็นที่ตั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ดังกล่าวมานี้.

ในข้อนี้พึงทราบความแตกต่างกันแม้นี้ว่า

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๑๑๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. มูลปริยายสูตร”