บทว่า วณฺโณ เหโส สารีปุตฺต ความว่า ดูกรสารีบุตร ตถาคตบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่สี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ได้กระทำความพยายามเพื่อประโยชน์แห่งบารมีเหล่านั้น เทศนาธรรมของเราจักเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวสรรเสริญตถาคตนั่นเทียว. พระองค์ทรงแสดงว่า ดูกรสารีบุตร ก็การสรรเสริญนั้นเป็นคุณ นั้นเป็นคุณของตถาคต. ทรงแสดงอะไรด้วยบทเป็นต้นว่า อยํปิ หิ นาม สารีปุตฺต ดังนี้. ทรงแสดงความที่อุตตริมนุษยธรรมที่สุนักขัตตะปฏิเสธมีอยู่ในพระองค์.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภเทศนานี้ โดยนัยว่า อยํปิ หิ นาม สารีปุตฺต เป็นต้น เพื่อทรงแสดงอรรถนั้นว่า ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตะนี้เป็นโมฆบุรุษ ย่อมกล่าวว่า อุตตริมนุษยธรรมของพระตถาคตไม่มี ดังนี้ ก็เรามีสัพพัญญุตญาณ มีอิทธิวิธญาณ มีทิพยโสตธาตุญาณ มีเจโตปริยญาณ มีทศพลญาณ มีจตุเวสารัชชญาณ มีญาณที่ไม่ครั้นคร้ามในบริษัทแปด มีญาณกำหนดกำเนิดสี่ มีญาณกำหนดคติห้า ก็ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็คืออุตตริมนุษยธรรมนั้นเทียว ก็ธรรมดา แม้สักว่าความคล้อยตามธรรมที่สามารถรู้อุตตริมนุษยธรรมแม้ข้อหนึ่งในบรรดาอุตตริมนุษยธรรมเห็นปานนี้ จักไม่มีแก่โมฆบุรุษนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอันวยะ เพราะอรรถว่าคล้อยตาม. อธิบายว่า รู้คือรู้ตาม. ความคล้อยตามธรรม ชื่อธัมมันวยะ. นั้นเป็นชื่อของปัญญาเป็นเครื่องรู้ธรรมมีสัพพัญญุตญาณเป็นต้นนั้นๆ. ทรงแสดงว่า แม้ธัมมันวยะจักไม่มีแก่โมฆบุรุษนั้น เพื่อให้รู้อุตตริมนุษยธรรม กล่าวคือสัพพัญญุตญาณแม้เห็นปานนี้ของเรามีอยู่นั่นเทียวว่า มีอยู่ ด้วยบทว่า อิติปิ โส ภควา เป็นต้น. พึงทราบการประกอบอย่างนี้ แม้ในญาณทั้งหลายมีอิทธิวิธญาณ เป็นต้น.

อนึ่ง พึงกล่าววิชชา ๓ ในลำดับแห่งเจโตปริยญาณในบทนั้นโดยแท้.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๑,๓๐๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. มหาสีหนาทสูตร”