บุคคลกล่าวว่า เราจักไม่กล่าววาจาเห็นปานนี้ ชื่อว่าละวาจานั้น. เมื่อคิดว่า เราจักไม่ยังความคิดเห็นปานนี้ เกิดขึ้นอีกชื่อว่าสละความคิด. เมื่อสละว่าเราจักไม่ยึดถือความเห็น เห็นปานนี้อีก ชื่อว่าสลัดความเห็น. เมื่อไม่กระทำอย่างนั้น ชื่อว่าไม่สละ ไม่สลัด. บุคคลนั้นก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ดำรงอยู่ในนรกนั้นเทียว เหมือนถูกนายนิรยบาลทั้งหลายนำมาตั้งอยู่ในนรก. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอุปมาอันให้สำเร็จประโยชน์แก่เขา จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตตระในบทเป็นต้นว่า สีลสมฺปนฺโน ดังนี้. ภิกษุย่อมควรแม้เพื่อจะให้หมุนกลับด้วยอำนาจแห่งโลกุตตระนั่นเทียว. ก็ภิกษุนี้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยวาจาชอบ การงานชอบและการเลี้ยงชีพชอบ. ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ด้วยความเพียรชอบ ระลึกชอบและตั้งใจชอบ. ถึงพร้อมด้วยปัญญา ด้วยความเห็นชอบและความดำริชอบ.
ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นอย่างนี้นั้น ย่อมกระหยิ่มอรหัต คือย่อมบรรลุอรหัตในทิฏฐธรรมเทียว คือในอัตภาพนี้นั้นเทียวฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกล่าวข้ออุปไมยนี้ คือการณ์แม้นี้ เห็นปานนี้ฉันนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที