ก็ป่านั้น ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้กลายเป็นดงในชนบทที่ร้างไป. แต่ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ได้กลายเป็นเรือนสำหรับทำความเพียร เป็นสถานที่อยู่ของเหล่ากุลบุตรผู้ต้องการความสงัด อยู่หลังพระเชตวันไม่ไกลกรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น ท่านกุมารกัสสปก็บำเพ็ญเสกขปฏิปทาอยู่ที่อันธวันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนฺธวเน วิหรติ.

บทว่า อญฺญตรา เทวตา ความว่า เทวดาองค์หนึ่งไม่ปรากฏนามและโคตร. แม้ท้าวสักกเทวราชที่รู้กันชัดแจ้ง ท่านก็ยังเรียกว่า อญฺญตโร ในบาลีนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบหรือไม่ว่า พระองค์ได้ตรัสตัณหาสังขยวิมุตติโดยสังเขปแก่ยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่องค์หนึ่ง. ก็แม้คำว่า เทวตา นี้เป็นคำเรียกทั่วไปแม้สำหรับเทวดาทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเทพในคำว่า เทวตา นั้น.

อภิกกันตศัพท์ ในคำว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา ปรากฏในอรรถทั้งหลายมีสิ้นไป งาม สวยและความยินดียิ่งยวดเป็นต้น. ในอรรถเหล่านั้น อภิกกันตศัพท์ปรากฏในอรรถว่าสิ้นไป ได้ในคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งคอยนานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงปาฏิโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๑,๖๖๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. วัมมิกสูตร”