ต่อจากนั้นก็แลดูสาลวัน ก็ในสมัยนั้น ตั้งแต่โคนต้นสาละจนถึงปลาย ดอกบานสะพรั่งรุ่งเรือง เหมือนคลุมด้วยผ้าปาวาร ๒ ชั้น เหมือนมัดไว้ด้วยช่อมุกดา เมื่อเกสรดอกไม้ตกไปในที่นั้นๆ พื้นแผ่นดินเป็นเหมือนเครื่องบูชาที่ดาดาษด้วยดอกไม้ เหมือนรดด้วยน้ำครั่ง ฝูงผึ้งพอเมาเกสรดอกไม้ บินไปในป่าคล้ายส่งเสียงหึ่งๆ ก็วันนั้นเป็นวันอุโบสถ.

ลำดับนั้น พระเถระคิดว่า วันนี้เราจักยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีอะไรหนอ. ก็ธรรมดาว่าพระอริยสาวกรักการฟังธรรม พระเถระได้มีความดำริว่า วันนี้เราไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดีเถระผู้เป็นพี่ชายของเราแล้ว จักให้เวลาล่วงไปด้วยความยินดีในธรรม. เมื่อไปก็ไม่ไปผู้เดียวคิดว่า เราจักพาเอาพระมหากัสสปเถระผู้เป็นเพื่อนรักของเราไปด้วย ดังนี้ ลุกจากที่นั่งสะบัดท่อนหนัง เข้าไปหาท่านมหากัสสปะ.

บทว่า เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ความว่า เพราะพระเถระเป็นอริยสาวกรักการฟังธรรม ฉะนั้น ได้ฟังคำของท่านมหาโมคคัลลานะแล้วไม่อ้างเลสอะไรๆ ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านไปเถิด กระผมปวดศีรษะหรือปวดหลัง กลับมีใจยินดี กล่าวคำเป็นต้นว่า เอวมาวุโส. ก็พระเถระรับคำแล้วลุกจากที่นั่งสะบัดท่อนหนัง ตามพระมหาโมคคัลลานะไป.

สมัยนั้น พระมหาเถระ ๒ รูปรุ่งเรือง ดุจดวงจันทร์ ๒ ดวงขึ้นเรียงกัน ดุจดวงอาทิตย์ ๒ ดวง ดุจพระยาช้างฉัททันต์ ๒ เชือก ดุจราชสีห์ ๒ ตัวและดุจเสือโคร่ง ๒ ตัว.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๐๒๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. มหาโคสิงคสาลสูตร”