บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ในเวลาภายในฤดูฝน เหลือบและยุงเป็นต้นชุกชุม เมื่อฝูงโคเข้าคอกแล้วควรสุมด้วยควันให้ในคอกนั้น นายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ย่อมไม่สุมควันให้ ฝูงโคถูกเหลือบเป็นต้นเบียดเบียนตลอดคืนยังรุ่ง ก็ไม่ได้หลับ. ในวันรุ่งขึ้น นอนหลับที่โคนไม้เป็นต้น ในที่นั้นๆ ในป่า ไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้าตามความต้องการได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกลจากการบริโภคปัญจโครส.

บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักท่าว่าเรียบหรือไม่เรียบ มีสัตว์ร้ายหรือไม่มีสัตว์ร้าย ดังนี้. นายโคบาลนั้นปล่อยแม่โคให้ลงไปโดยที่มิใช่ท่า เมื่อแม่โคเหล่านั้นเหยียบแผ่นหินเป็นต้นที่ท่าไม่เรียบ เท้าย่อมแตก แม่โคลงที่ท่าลึกมีสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายมีจระเข้เป็นต้นก็กัดเอา เขาจะต้องกล่าวว่า วันนี้โคหายไปแล้วประมาณเท่านี้ วันนี้ประมาณเท่านี้ ฝูงโคของเขาย่อมเสื่อมบ้าง เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครสบ้าง ด้วยประการอย่างนี้.

บทว่า น ปิตํ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักให้โคดื่ม ก็นายโคบาลควรรู้จักให้โคดื่มและไม่ดื่มอย่างนี้ว่า โคนี้ดื่ม โคนี้ไม่ดื่ม โคนี้ได้โอกาสที่ท่าน้ำสำหรับดื่ม โคนี้ไม่ได้ดังนี้. แต่นายโคบาลนี้รักษาฝูงโคในป่าตลอดทั้งวัน คิดว่าเราจักให้ดื่มน้ำดังนี้ ก็ต้อนไปแม่น้ำหรือหนอง โคใหญ่โคเล็กเอาเขาหรือสีข้างกระแทกแม่โคที่ไม่มีกำลัง และโคที่กำลังน้อยและแก่ ตนได้โอกาสลงน้ำแค่อก ดื่มตามความปรารถนา โคที่เหลือเมื่อไม่ได้โอกาสยืนอยู่บนฝั่ง ดื่มน้ำเจือเปือกตมบ้าง ไม่ได้ดื่มบ้าง เมื่อเป็นเช่นนั้น นายโคบาลตีที่หลัง ต้อนให้โคเหล่านั้นกลับเข้าป่าอีก ในโคเหล่านั้น แม่โคที่ไม่ได้ดื่มอิดโรยด้วยความกระหาย ไม่สามารถจะเคี้ยวกินหญ้าตามความต้องการได้ น้ำนมของแม่โคในที่นั้นก็ขาดไป ฝูงโคก็ถอยกำลัง ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

บทว่า น วิถึ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักว่า ทางนี้เป็นทางเรียบปลอดภัย ทางนี้ไม่เรียบ น่าสงสัยมีภัยจำเพาะหน้า. เขาเว้นทางอันปลอดภัยเรียบ ต้อนฝูงโคให้เดินไปอีกทางหนึ่ง โคได้กลิ่นราชสีห์และเสือเป็นต้น หรืออันตรายแต่โจรครอบงำ เปรียบด้วยเนื้อตื่น ยืนชูคอ จะเคี้ยวกินหญ้าดื่มน้ำไม่ได้ตามความปรารถนา น้ำนมของแม่โคในที่นั้น ก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๐๔๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาโคปาลสูตร”