มีอธิบายว่า ก็ความสงสัย ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย ย่อมไม่นำแม้ความสงสัยอย่างหนึ่งในธรรมนั้นออกไปได้. เธอไม่เข้าไปหาท่าคือภิกษุผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ จึงเต็มด้วยความสงสัย ไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้.

เหมือนอย่างว่า นายโคบาลย่อมไม่รู้จักท่าฉันใด ภิกษุนี้ไม่รู้จักท่าคือธรรมฉันนั้น เมื่อไม่รู้ ได้ถามปัญหาในมิใช่วิสัย เข้าไปหาพระนักอภิธรรม ได้ถามสิ่งที่ควรไม่ควร เข้าไปหาพระวินัยธร ได้ถามการกำหนดรูปและอรูป ท่านเหล่านั้นถูกเธอถามในธรรมที่มิใช่วิสัย ย่อมไม่สามารถเพื่อจะตอบได้ เธอจึงเต็มไปด้วยความสงสัยด้วยตนเอง จึงไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

บทว่า ปิตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ คือไม่ได้ความปราโมทย์ประกอบด้วยธรรม เหมือนนายโคบาลนั้นย่อมไม่รู้จักให้โคดื่มและไม่ดื่มฉะนั้น เธออาศัยบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟัง ย่อมไม่ประสบอานิสงส์ ไปยังโรงฟังธรรมแล้ว ย่อมไม่ฟังโดยความเคารพ นั่งหลับย่อมพูดคุยเป็นผู้มีใจส่งไปอื่น เธอเมื่อไม่ฟังธรรมโดยความเคารพ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริงว่า ทางนี้เป็นโลกิยะ ทางนี้เป็นโลกุตตระดังนี้ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้อยู่ซึ่งทางและมิใช่ทางฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ตั้งมั่นแล้วในทางที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๐๕๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาโคปาลสูตร”