บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ มีอธิบายว่า ภิกษุไม่รู้จักประมาณในปัจจัยเหล่านั้น ไม่รับแต่พอประมาณโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในรถวินีตสูตรว่า พึงรู้ความสามารถของทายก ความสามารถของไทยธรรม พึงรู้กำลังของตน รับสิ่งที่เขานำมาถวายทั้งหมด. มนุษย์เดือดร้อนจะไม่มาปวารณาอีก. เธอเมื่อลำบากด้วยปัจจัย ย่อมไม่สามารถจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.

บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูชิตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่บูชาพระภิกษุเหล่านั้นผู้เป็นพระเถระด้วยบูชาเป็นอดิเรกมีเมตตากายกรรมเป็นต้นนี้ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ เหมือนนายโคบาลไม่ปรนปรือโคใหญ่ด้วยการปรนปรือเป็นพิเศษอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระเถระคิดว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ทำความเคารพและความยำเกรงในพวกเราเหล่านี้แล้ว จึงมิได้สงเคราะห์พวกนวกภิกษุด้วยการสงเคราะห์ ๒ คือ ไม่สงเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ด้วยอามิส ๑ ไม่บำรุงนวกภิกษุผู้ลำบาก เหี่ยวแห้งอยู่ด้วยจีวรหรือบาตร สิ่งของเนื่องด้วยบาตรหรือที่อยู่ ไม่ให้ศึกษาบาลี หรืออรรถกถาคัมภีร์เนื่องด้วยธรรมกถา หรือคัมภีร์ที่ลี้ลับ.

พวกนวกภิกษุเมื่อไม่ได้การสงเคราะห์ ๒ อย่างเหล่านี้ แต่สำนักของพระเถระทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในศาสนานี้ได้. พวกเธอย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาล ย่อมไม่เจริญฉะนั้น. นายโคบาลนั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากปัญจโครสฉันใด เธอย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕ ฉันนั้น.

สุกกปักษ์ ท่านประกอบไว้แล้ว พึงทราบด้วยสามารถตรงกันข้ามที่กล่าวแล้วในกัณหปักษ์. จบอรรถกถามหาโคปาลสูตรที่ ๓

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๐๕๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาโคปาลสูตร”