ที่ชื่อว่าความจริงเกี่ยวกับทุกข์ ก็คือขันธ์ทั้งห้ามีรูปเป็นต้น. เพื่อจะกำหนดขันธ์ห้านั้น ก็หยั่งลงด้วยอำนาจกัมมัฏฐานที่มีธาตุสี่เป็นอารมณ์ แล้วจึงกำหนดมหาภูตสี่อย่างและรูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ว่ารูป.

เมื่อกำหนดอย่างนี้ว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่มีธาตุสี่นั้นเป็นอารมณ์ เป็นนาม จึงชื่อว่ากำหนดว่า สองสิ่งนี้แหละคือนามรูป เหมือนตัดต้นตาลคู่.

เมื่อได้กำหนดปัจจัยและสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยว่า "ก็สิ่งนี้ไม่ใช่ไม่มีเหตุ มันมีเหตุมีปัจจัย, ก็อะไรเล่าที่เป็นปัจจัย สิ่งทั้งหลายมีความไม่รู้เป็นต้น (เป็นปัจจัย)" อย่างนี้แล้ว ก็ยกขึ้นสู่ลักษณะที่ไม่เที่ยงว่า สิ่งทั้งหมดนี้เป็นของไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าไม่มี.

ต่อจากนั้นก็ยกขึ้นสู่ลักษณะ ๓ อย่างว่า เป็นทุกข์เพราะอาการเกิดขึ้น เสื่อมไปและบีบคั้น, ว่าเป็นของไม่มีตัวตน เพราะอาการไม่เป็นไปในอำนาจ, แล้วพิจารณาอยู่ตามลำดับวิปัสสนา ก็ย่อมบรรลุทางที่อยู่เหนือโลกได้ [โลกุตตรมรรค] ในขณะแห่งทาง (มรรคขณะ) ก็ย่อมแทงตลอดความจริงทั้งสี่ประการด้วยการแทงตลอดเพียงครั้งเดียว. ย่อมตรัสรู้ด้วยความตรัสรู้เพียงครั้งเดียว ย่อมแทงตลอดทุกข์ด้วยการแทงตลอดด้วยอำนาจการกำหนดรู้, ย่อมแทงตลอดเหตุเกิดขึ้นด้วยการแทงตลอดคือการละ ย่อมแทงตลอดความดับโดยไม่เหลือให้แจ่งแจ้ง, ย่อมแทงตลอดทางด้วยการแทงตลอดการอบรม. ย่อมตรัสรู้ทุกข์ด้วยความตรัสรู้การกำหนดรรู้. ย่อมตรัสรู้เหตุให้ทุกข์เกิดด้วยความตรัสรู้การละ, ย่อมตรัสรู้ความดับโดยไม่เหลือด้วยความตรัสรู้ทำให้แจ้ง, ย่อมตรัสรู้หนทางด้วยความตรัสรู้การอบรม.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๓๑๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาเวทัลลสูตร”