ในเรื่ององค์มรรคนั้น มีคำเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-

เหมือนอย่างว่า ในสามเกลอที่ชวนกันเข้าไปสู่อุทยานด้วยตั้งใจว่า "พวกเราจะเล่นงานนักษัตรฤกษ์ (งานประจำปี) คนหนึ่งพบต้นจัมปาดอกบานดี ยกมือขึ้นไปก็ไม่อาจเก็บได้. ทีนั้น คนที่สองจึงก้มหลังให้เขา แม้เขาได้ยืนบนหลังของคนที่สองนั้น ก็ยังเด็ดไม่ได้. ทีนั้น อีกคนหนึ่ง ก็ยื่นจะงอยบ่าให้เขา. เมื่อเขาได้ยืนบนหลังของคนหนึ่งแล้วเหนี่ยวจะงอยบ่าของอีกคนหนึ่ง จึงเก็บเอาดอกไม้มาประดับตามชอบใจแล้วเล่นงานนักขัตฤกษ์ฉันใด.

พึงเห็นคำที่นำมาเปรียบนี้ฉันนั้น คือ ธรรมทั้งสามมีความพยายามชอบเป็นต้นซึ่งเกิดร่วมกัน เหมือนสามเกลอที่เข้าสวนด้วยกัน, อารมณ์เหมือนต้นจัมปาดอกบานสะพรั่ง. สมาธิที่ไม่สามารถจะถึงฌานได้เพราะเป็นภาวะที่เด่นเดี่ยวในอารมณ์โดยลำพังตนเอง เหมือนคนที่ถึงแม้จะได้ยกมือขึ้นแล้วก็ยังไม่อาจเก็บได้. ความพยายามชอบเหมือนเกลอที่น้อมหลังให้. ความระลึกเหมือนเกลอที่ยืนให้จับจะงอยบ่า. สมาธิที่เมื่อวิริยะกำลังทำหน้าที่ประคับประคองให้สำเร็จ (และ) สติก็กำลังทำหน้าที่คลึงเคล้าให้สำเร็จอยู่อย่างนี้ ได้อุปการะแล้ว ก็ย่อมอาจบรรลุฌานได้ เพราะความเป็นภาวะที่โดดเด่นในอารมณ์ เหมือนคนนอกนี้ที่ยืนบนหลังของคนหนึ่งในสามคนนั้น และจับจะงอยบ่าของอีกคนหนึ่ง จึงสามารถเด็ดดอกไม้ได้ตามพอใจฉันใด ก็ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเอาสมาธิมารวมเข้ากับกองสมาธิตามกำเนิดของตน. ส่วนความพยายามชอบและความระลึกชอบ ท่านก็เอามารวมเข้ากับกิริยา.

แม้ปัญญาในความเห็นชอบและความดำริชอบ ก็ไม่สามารถตัดสินอารมณ์ว่า "ไม่เที่ยง ไม่ทนทาน ไม่ใช่ตัวตน" ตามลำพังตนเองได้. แต่เมื่อวิตก อาโกฏเฏตฺวา ค่อยๆ ทุบแล้วทะยอยส่งให้ก็สามารถ อย่างไร?

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๓๘๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. จูฬเวทัลลสูตร”