วิสาขะย่อมถามถึงอะไรในคำว่า "เป็นไฉนเล่า แม่เจ้า" นี้ย่อมถามว่า "สังขารเหล่านี้ มันปนกันและกัน มัว ไม่แจ่ม แจ้งยาก".

จริงอย่างนั้น ที่เรียกเจตนา ๒๐ อย่างอันเป็นกุศลอกุศลอย่างนี้ คือเจตนาในกามาวจรกุศล ๘ อย่าง เจตนาในอกุศล ๑๒ อย่างที่ยังบุคคลให้ถึงการยึด การถือ การหลุด การปล่อย ในกายทวารบ้าง ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าบ้างว่า เป็นกายสังขาร. ท่านเรียกเจตนา ๒๐ อย่างมีประการที่ได้กล่าวแล้วซึ่งยังการไหวแห่งคางให้ถึงวจีเภทในวจีทวารบ้าง วิตกวิจารบ้างว่าเป็นวจีสังขาร,

ท่านเรียกเจตนา ๒๐ อย่างนั้น กุศลและอกุศลที่เกิดแก่ผู้ยังไม่ถึงการสั่นไหวในกายทวารและวจีทวาร แล้วนั่งคิดอยู่ในที่สงัดธรรมสองอย่าง คือสัญญาและเวทนาบ้างว่าเป็นจิตตสังขารทีเดียว ธรรมเหล่านี้ มันปนเปกัน มัว ยังไม่แจ่ม แจ้งยาก ข้าพเจ้าขอให้ทำธรรมเหล่านั้นให้แจ่งแจ้งแล้วบอก.

ในบทว่า "ก็ทำไมเล่า แม่เจ้า" นี้ วิสาขะย่อมถามถึงใจความของบทแห่งชื่อกายสังขารเป็นต้น. ในการแก้ปัญหานั้น ผู้ศึกษาพึงทราบความหมายนี้ว่า กายสังขารชื่อว่าอาศัยกาย เพราะเกี่ยวข้องกับกาย เมื่อมีกาย ก็มีกายสังขาร เมื่อกายไม่มี กายสังขารก็มีไม่ได้ จิตตสังขารชื่อว่าอาศัยจิต เพราะเกี่ยวข้องกับจิต เมื่อมีจิต ก็มีจิตตสังขาร เมื่อจิตไม่มีจิตตสังขารก็มีไม่ได้.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๓๘๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. จูฬเวทัลลสูตร”