มีการแทงตลอดเป็นอรรถ ในประโยคเป็นต้นว่า ทุกข์ มีอรรถว่าเบียดเบียน ถูกปรุงแต่ง ทำให้เร่าร้อนแปรปรวน และมีอรรถว่าควรกำหนดรู้.

แต่ในที่นี้ สมยศัพท์นั้นมีกาละเป็นอรรถ เพราะเหตุนั้น ท่านพระเถระจึงแสดงว่า ในสมัยหนึ่ง บรรดาสมัยที่แยกกาลออกเป็นปี ฤดู เดือน ครึ่งเดือน กลางคืน กลางวัน เวลาเช้า เวลาเที่ยง เวลาเย็น ยามต้น ยามกลาง ยามสุดท้าย และครู่หนึ่งเป็นต้น.

ในข้อนั้น สูตรใดๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปี ฤดู เดือน ปักข์ ภาคกลางคืน หรือภาคกลางวันใดๆ ในบรรดาสมัยมีปีเป็นต้นเหล่านั้น สูตรนั้นทั้งหมด พระเถระรู้ดีคือกำหนดไว้ด้วยดีด้วยปัญญาแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะเหตุที่เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ ในปีโน้น ฤดูโน้น เดือนโน้น ปักข์โน้น ภาคกลางคืนโน้น ภาคกลางวันโน้น ใครๆ ไม่อาจจะทรงจำได้ง่าย ไม่สามารถจะแสดงเองหรือให้คนอื่นแสดงได้ และจะต้องพูดกันมาก ฉะนั้น พระเถระจึงรวบรวมเนื้อความนั้นไว้ด้วยบทเดียวเท่านั้น แล้วกล่าวว่า เอกํ สมยํ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง สมัยเหล่านี้ใดของพระผู้มีพระภาคเจ้าแยกประเภทกาลเวลาออกมากมาย ที่ปรากฏชัดเหลือเกินในหมู่เทวดาและมนุษย์เป็นต้นอย่างนี้คือ สมัยเสด็จลงสู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยเกิดความสังเวช สมัยเสด็จออกผนวช สมัยทรงกระทำทุกกรกิริยา สมัยชนะมาร สมัยตรัสรู้ สมัยอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สมัยเทศนา สมัยเสด็จปรินิพพาน. พระเถระแสดงว่า สมัยหนึ่ง กล่าวคือสมัยเทศนาในบรรดาสมัยเหล่านั้น.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. มูลปริยายสูตร”