แต่ว่า ในขณะสั่งสมกรรม ความไม่โลภ ความประทุษร้ายและความหลงของผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นผู้มีกิเลสน้อย ครั้นเห็นอารมณ์อย่างทิพย์ ก็ไม่หวั่นไหวตามนัยก่อนนั่นแหละ แต่เป็นผู้ประทุษร้าย และมีปัญญาโง่เขลา.

ในขณะสั่งสมกรรม ความไม่โลภ ไม่ประทุษร้ายและหลงของผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นคนไม่โลภ มีปกติเป็นสุข ไม่โกรธ แต่เป็นคนโง่เขลาตามนัยก่อนนั่นเทียว. อย่างนั้น ในขณะสั่งสมกรรม ความไม่โลภ ประทุษร้ายและไม่หลงของผู้ใดมีกำลัง นอกนี้อ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นคนไม่โลภ มีปัญญา แต่เป็นผู้ประทุษร้ายและมักโกรธ ตามนัยก่อนนั่นแหละ.

แต่ว่า ในขณะสั่งสมกรรม ทั้ง ๓ มีความไม่โลภเป็นต้นของผู้ใดมีกำลัง ความโลภเป็นต้นอ่อนกำลัง เขาย่อมเป็นผู้ไม่โลภ ไม่ประทุษร้ายและมีปัญญา ดุจพระมหาสังฆรักขิตเถระ.

เนื้อความในทุกบทแห่งบททั้งปวงตื้นนั่นเทียวแล. จบอรรถกถาจูฬธัมมสมาทานสูตรที่ ๕

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒,๔๑๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. จูฬธรรมสมาทานสูตร”