อนึ่ง ท่านพระเถระหมายเอาสมัยแห่งกิจที่ประกอบด้วยกรุณา ในบรรดาสมัยแห่งกิจที่ประกอบด้วยญาณและกรุณา สมัยแห่งการปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น ในบรรดาสมัยแห่งการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและคนอื่น สมัยแห่งธรรมีกถา ในบรรดาสมัยแห่งกรณียะทั้ง ๒ ของผู้ประชุมกันสมัยแห่งเทศนา ในบรรดาสมัยแห่งการเทศนาและการปฏิบัติ. สมัยใดสมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยเหล่านั้น จึงกล่าวว่า เอกํ สมยํ ดังนี้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ท่านไม่ทำเหมือนอย่างในอภิธรรม ท่านทำการแสดงไขด้วยสัตตมีวิภัตติว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ และว่า ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ในสุตตบทอื่นจากคัมภีร์นี้ และในวินัยท่านทำการแสดงไขด้วยตติยาวิภัตติว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา แต่ทำการแสดงไขด้วยทุติยาวิภัตติว่า เอกํ สมยํ
ตอบว่า เพราะในที่นั้นมีความหมายเป็นอย่างนั้น แต่ในที่นี้มีความหมายเป็นอย่างนี้ (มีความหมายคนละอย่าง).
จริงอยู่ ในบรรดาอภิธรรมเป็นต้นเหล่านั้นในอภิธรรมและในสุตตบทอื่นนอกจากนี้ สมยศัพท์มีความหมายในอธิกรณะ (สัตตมีวิภัตติ) และมีความหมายภาวลักษณะโดยภาวะ. เพราะว่า สมยะเป็นอธิกรณะ มีกาละเป็นอรรถ และมีสมูหะเป็นอรรถ และท่านกำหนดว่าเป็นภาวะแห่งธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ เหล่านั้น โดยภาวะแห่งสมยะ กล่าวคือขณะ การรวบรวมและเหตุ. เพราะฉะนั้น เพื่อจะให้ใจความนั้นกระจ่าง ท่านจึงแสดงไขเป็นสัตตมีวิภัตติในบทนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที