ได้ยินว่า ท่านเรียนอุทเทศในวิหารนั้นนั่นเอง ครั้งนั้น กิเลสก็เกิดขึ้นแก่ท่านผู้เที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านเพราะอารมณ์อันเป็นวิสภาคกัน. ท่านข่มอารมณ์นั้นด้วยวิปัสสนาแล้วกลับไปวิหาร. อารมณ์นั้นได้ปรากฏแก่ท่านแม้ในความฝัน. ท่านเกิดความสังเวชขึ้นว่า กิเลสนี้เจริญขึ้นแล้วย่อมเป็นเครื่องทำเราให้ตกไปในอบายดังนี้ แล้วอำลาอาจารย์แล้วออกจากวิหารไปเรียนอสุภกัมมัฏฐานซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะในสำนักของพระมหาสังฆรักขิตเถระ เข้าไปสู่ระหว่างพุ่มไม้ ลาดผ้าบังสุกุลรองนั่งตัดเสียซึ่งราคะอันประกอบด้วยกามคุณ ๕ ด้วยอนาคามิมรรค ลุกขึ้นแล้วไหว้อาจารย์ ในวันรุ่งขึ้นได้บรรลุอุทเทสมรรค. ก็อาสวะทั้งหลายเหล่าใดกำลังเป็นไป ยังไม่เกิดขึ้น ขึ้นชื่อว่าการละอาสวะทั้งหลายเหล่านั้นด้วยข้อปฏิบัติย่อมไม่มี.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาบทนี้ว่า อุปฺปนฺนา จ อาสวา ปหิยฺยนฺติ ดังนี้แล้วทรงขยายเทศนาให้พิสดารเพื่อจะทรงชี้แจงเหตุแห่งการละซึ่งอาสวะที่ละได้ แม้อย่างอื่นโดยประการต่างๆ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่พึงละด้วยทัสสนะมีอยู่ ดังนี้ สมกับที่พระองค์เป็นพระธรรมราชาผู้ฉลาดในประเภทแห่งเทศนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสฺสนา ปหาตพฺพา ความว่า พึงละด้วยทัสสนะ.

ในทุกบทก็นัยนี้. พรรณนาอาสวธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะ

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒๕๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. สัพพาสวสังวรสูตร”