บทว่า สมฺมา คือ โดยเหตุ ได้แก่โดยกาล.

บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะบรรลุด้วยการเห็น และเพราะบรรลุด้วยการละมานะ. ความจริง อรหัตตมรรคย่อมเห็นแจ้งมานะด้วยอำนาจกิจ. นี้เป็นการบรรลุด้วยการเห็นของภิกษุนั้น. ก็อรหัตตมรรคอันภิกษุเห็นแล้วด้วยทัสสนะนั้นอันเธอย่อมละได้ในขณะนั้นนั่นเอง เหมือนการกลับได้ชีวิตของสัตว์ผู้ถูกงูพิษกัดฉะนั้น นี้เป็นการบรรลุโดยการละของภิกษุนั้น.

บทว่า อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ความว่า ที่สุด ๔ อย่างนี้คือที่สุดคือเขตแดนอันมีในที่สุดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปลายประคดเอวเก่าแล้ว หรือยอดของเขียวสดเหี่ยวแล้ว และที่สุดที่เลวทรามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นที่สุดแห่งชีวิต และที่สุดคือส่วนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า สักกายะ (ทิฏฐิ) ก็เป็นที่สุดอันหนึ่ง และที่สุดของการนับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์ เพราะนับปัจจัยทุกอย่าง.

ในบรรดาที่สุดทั้ง ๔ อย่างนั้น ภิกษุได้กระทำที่สุดข้อที่ ๔ โน้นแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะความที่แห่งมานะอันตนเห็นและละได้ด้วยอรหัตตมรรคอย่างนี้. อธิบายว่า เธอได้ทำการขาดตอน คือทำให้หมดไป ได้แก่ทำทุกข์ให้เหลืออยู่เพียงร่างกายชาติสุดท้าย.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๓๓๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. สัพพาสวสังวรสูตร”